วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘กูรู’เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น เน้นกระจายลงทุนลดเสี่ยง

กูรูแนะกระจายพอร์ตลงทุนรับมือเศรษฐกิจผันผวน แบ่งพอร์ตหลัก 70% พอร์ตเสริม 30% เน้นหุ้นโลก ตราสารหนี้ระยะสั้น–กลาง และสินทรัพย์ทางเลือก พร้อมเพิ่มทองคำ บิตคอยน์ และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายความเสี่ยง ควบคู่ถือกองทุนตลาดเงินเพื่อรักษาสภาพคล่องและรอจังหวะลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับฐาน

KEY POINTS

  • กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยแบ่งพอร์ตเป็น 2 ส่วน คือ พอร์ตหลัก 70% สำหรับลงทุนระยะยาว และพอร์ตเสริม 30% สำหรับลงทุนตามจังหวะตลาด
  • จัดสรรพอร์ตหลักโดยแบ่งเป็น หุ้น 50% (เน้นหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ, หุ้นขนาดเล็ก, ละตินอเมริกา, เอเชียเหนือ), ตราสารหนี้ 30% (เน้นระยะสั้นถึงปานกลาง), และสินทรัพย์ทางเลือก 20% (โครงสร้างพื้นฐาน, ธุรกิจนอกตลาด)
  • พิจารณาลงทุนในตราสารหนี้โลก เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจาก Bond Yield เริ่มส่งสัญญาณทรงตัวหรือปรับลดลง
  • แบ่งเงินลงทุนประมาณ 15-20% ไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, ทองคำ และบิตคอยน์ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง
  • ใช้กองทุนตลาดเงินในการบริหารสภาพคล่อง เพื่อรับผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเตรียมพร้อมสำหรับจังหวะเข้าลงทุนเมื่อตลาดปรับฐาน

ความเสี่ยงเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตาม เมื่อเงินเฟ้อสูงกว่าคาด และอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินทรัพย์และความผันผวนตลาดการเงิน

‘กูรู’เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น เน้นกระจายลงทุนลดเสี่ยง

“วิน พรหมแพทย์” CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดการเงินโลกได้สะท้อนความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเข้าไปในราคาสินทรัพย์แล้ว โดยตลาดคาดว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และ 2 ครั้งในปีหน้า

ทั้งนี้ ประเมินเงินเฟ้อปีหน้ามีแนวโน้มชะลอตัว หากราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวบริเวณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ราคาน้ำมันต้องพุ่งไปถึง 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก แม้สงครามยืดเยื้อแต่หากไม่รุนแรงขึ้น ก็มีโอกาสที่แรงกดดันเงินเฟ้อจะลดลง

โดยแนวโน้มดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทน Bond Yield โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเคยขึ้นไปแตะ 5.3% ในช่วงต้นเดือนปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.1% และเริ่มส่งสัญญาณทรงตัวหรือปรับลดลง มองเป็นจังหวะน่าสนใจในการลงทุนตราสารหนี้โลก เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยในระดับสูง

‘กูรู’เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น เน้นกระจายลงทุนลดเสี่ยง

“ยศกร ฟอลเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้น และเฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนจึงควรกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พอร์ตหลัก 70% สำหรับลงทุนระยะยาว และพอร์ตเสริม 30% สำหรับลงทุนตามจังหวะตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและรับมือความผันผวนได้ดีขึ้น

สำหรับพอร์ตหลักแบ่งเป็นหุ้น 50% ตราสารหนี้ 30% และสินทรัพย์ทางเลือก 20% โดยฝั่งหุ้นเน้นหุ้นเทคโนโลยีและ AI สหรัฐ 10% หุ้นขนาดเล็กสหรัฐ 5-10% โดยเฉพาะดัชนี Russell 2000 รวมถึงตลาดละตินอเมริกา 10% เช่น บราซิล ซึ่งได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดเอเชียเหนือ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ประเทศละประมาณ 7% เพื่อกระจายการลงทุนและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ด้านตราสารหนี้ แนะนำกระจายลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่อย่างละ 15% โดยเน้นตราสารหนี้ระยะสั้นถึงปานกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจาก Bond Yield ที่ผันผวน พร้อมหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาวซึ่งอาจได้รับผลกระทบมากหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกแนะนำลงทุน 10% ในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีสัมปทานและสร้างรายได้สม่ำเสมอ และอีก 10% ในธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ขณะที่ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินเชื่อภาคเอกชน เนื่องจากเริ่มพบสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ในสหรัฐเพิ่มขึ้น สำหรับพอร์ตเสริม 30% แนะลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์แบบกระจายความเสี่ยง

‘กูรู’เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น เน้นกระจายลงทุนลดเสี่ยง

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพอร์ตลงทุนในภาวะตลาดผันผวน นักลงทุนควรพิจารณากระจายเงินลงทุนจากตราสารหนี้หรือกองทุนพักเงินไปยังสินทรัพย์ทางเลือก ในสัดส่วนประมาณ 15-20% ของพอร์ต โดยเน้นสินทรัพย์อย่างโครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ และบิตคอยน์ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีลักษณะแตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน กองทุนตลาดเงินยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารสภาพคล่อง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ และในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น เงินลงทุนในกองทุนประเภทนี้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด

นอกจากนี้ การพักเงินไว้ในกองทุนตลาดเงินยังช่วยให้นักลงทุนมีสภาพคล่องพร้อมนำเงินกลับเข้าลงทุนได้ทันทีเมื่อเกิดจังหวะเหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่ตลาดหุ้นปรับฐาน นักลงทุนสามารถนำเงินส่วนนี้เข้าซื้อหุ้นหรือเพิ่มน้ำหนักลงทุนได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์อื่นในพอร์ตเพื่อนำเงินมาใช้ ทั้งนี้ ควรพิจารณาสัดส่วนสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายลงทุนของแต่ละบุคคล