วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดบวก 1.15 จุด โบรกแนะพรุ่งนี้จับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3

หุ้นไทยปิดที่ 1,556.09 จุด เพิ่มขึ้น 1.15 จุด หลังดัชนีผันผวนก่อนฟื้นตัวกลับ ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองพรุ่งนี้มีโอกาสรีบาวด์ทางเทคนิคในกรอบ 1,540–1,565 จุด แนะจับตาผลประกอบการกลุ่มธนาคารและพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ทิศทางตลาดระยะสั้น

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดทำการวันที่ 21 ต.ค. 2569 ที่ระดับ 1,556.09 จุด เพิ่มขึ้น 1.15 จุด (+0.07%) โดยระหว่างวันดัชนีมีความผันผวนและลงไปทดสอบแนวรับสำคัญก่อนจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้
  • บล.กสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค. 2569) มีโอกาสเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 1,540–1,565 จุด
  • ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของกลุ่มธนาคาร และงบการเงินของบริษัทในกลุ่มพลังงาน ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดัชนีในระยะสั้น

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (21 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,556.09 จุด บวก 1.15 จุด หรือ 0.07% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,563.04 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,532.71 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 68,738.74 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. DELTA ราคาปิด 239.00 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ 2.45% มูลค่าการซื้อขาย 9,385.56 ล้านบาท

2. KBANK ราคาปิด 238.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.71% มูลค่าการซื้อขาย 3,672.22 ล้านบาท

3. TTB ราคาปิด 2.70 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ 0.74% มูลค่าการซื้อขาย 2,804.27 ล้านบาท

4. PTTEP ราคาปิด 158.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.94% มูลค่าการซื้อขาย 2,463.52 ล้านบาท

5. KTB ราคาปิด 43.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,405.13 ล้านบาท
 

หุ้นไทยปิดบวก 1.15 จุด โบรกแนะพรุ่งนี้จับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3

วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway to Sideway Down โดยในช่วงเช้ามีแรงขายกดดันดัชนีลงไปทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1,540 จุด ก่อนจะเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงตลาด ส่งผลให้ดัชนีฟื้นตัวและเกิดจังหวะรีบาวด์ขึ้นมา สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของตลาดในลักษณะ “ย่อตัวก่อนฟื้นตัว” แม้ยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยกดดันหลายด้าน
 

ทั้งนี้ แรงขายในช่วงแรกกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหุ้น DELTA ที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลงแรงจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการ ก่อนจะเริ่มมีแรงซื้อกลับ ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการขายทำกำไรหลังรับรู้ข่าว (Sell on Fact) รวมถึงปัจจัยลบเฉพาะตัวของหุ้นในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำกัดการฟื้นตัวของดัชนี

อย่างไรก็ตาม เมื่อดัชนีปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เติบโตดี นำโดยกลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งช่วยพยุงตลาด ทำให้ภาพรวมการซื้อขายมีลักษณะ “ย่อแล้วดีด” แม้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค.2569) ประเมินว่า ตลาดยังมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากอยู่ในช่วงทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงซื้อขายสลับกันในหุ้นรายตัว อย่างไรก็ดี การที่ดัชนีลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 1,540 จุด แล้วมีแรงซื้อกลับเข้ามา มองว่าโมเมนตัมระยะสั้นมีโอกาสทรงตัวและเกิด Technical Rebound ฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อย โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 1,540–1,565 จุด

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามยังคงเป็นการประกาศผลประกอบการ ทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดต่างประเทศให้ความสนใจผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่าง Meta ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการกลุ่มธนาคาร และเตรียมติดตามงบการเงินของบริษัทในกลุ่มพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาหุ้นและดัชนีในระยะสั้น

"นักลงทุนควรติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แนวรับสำคัญของดัชนี และปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดยังมีโอกาสผันผวน และการเลือกลงทุนเป็นรายหุ้นอาจมีความสำคัญมากกว่าการเข้าซื้อโดยอิงทิศทางดัชนีเพียงอย่างเดียว"

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้นักลงทุนรอติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในวันศุกร์ที่ 23 ต.ค. ขณะที่ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่สำคัญจะอยู่ในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งมีการประชุมสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) โดยทิศทางนโยบายการเงินและมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยที่ตลาดใช้ประเมินแนวโน้มสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการโดดเด่น ควบคู่กับรูปแบบราคาทางเทคนิคที่น่าสนใจ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ITC หรือ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมองว่าราคาหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการพิจารณาทยอยสะสม เมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญของ ITC มาจากแนวโน้มผลประกอบการที่ยังเติบโตได้ดี ประกอบกับโอกาสสร้างการเติบโตเพิ่มเติมผ่านการควบรวมและซื้อกิจการในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน ตัวเลขการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงยังขยายตัวต่อเนื่องและเติบโตได้ดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม สะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันและโอกาสขยายตลาดของบริษัท นอกจากนี้ ระดับราคาหุ้นในปัจจุบันยังอยู่ในโซน Discount และมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ไม่สูงมากนัก จึงเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสะสมหุ้นพื้นฐานเติบโตในช่วงตลาดผันผวน