ตลาดคริปโทฯ ไทยในปี 2569 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือประมาณ 2,068 ล้านบาท และมีจำนวนบัญชีที่ซื้อขายจริงเพียง 1.31 แสนบัญชี สเตเบิลคอยน์ (USDT) กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกซื้อขายมากที่สุด โดยครองสัดส่วนสูงถึง 61%
KEY POINTS
- ตลาดคริปโทฯ ไทยในปี 2569 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือประมาณ 2,068 ล้านบาท และมีจำนวนบัญชีที่ซื้อขายจริงเพียง 1.31 แสนบัญชี
- สเตเบิลคอยน์ (USDT) กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกซื้อขายมากที่สุด โดยครองสัดส่วนสูงถึง 61% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด สวนทางกับภาพรวมตลาดที่ซบเซา
- ปริมาณการซื้อขายบิตคอยน์ (Bitcoin) มีสัดส่วนเพียง 14% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไทยหันมาใช้งานสเตเบิลคอยน์เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการเก็งกำไรมากขึ้น
- มีการพัฒนาด้านกฎระเบียบที่สำคัญ เช่น การที่ ก.ล.ต. อนุมัติการจัดตั้งกองทุน Crypto ETF เพื่อเปิดทางให้เงินทุนจากตลาดทุนสามารถเข้ามาลงทุนได้
การเปลี่ยนผ่านของ “สินทรัพย์ดิจิทัล” จาก “เครื่องมือเก็งกำไร” สู่การเป็นสินทรัพย์ลงทุนหลักของสถาบันการเงิน กำลังส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการที่แท้จริงของผู้ถือครอง สะท้อนภาพ “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย” ปีนี้ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดือนก.ย. 2569 ระบุว่า มีจำนวนบัญชีคริปโทเคอร์เรนซีสูงถึง 3.1 ล้านบัญชี และมีอัตราการใช้งานจริงสูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลก
“พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ว่าปีนี้ตลาดคริปโทฯ ไทยเงียบลงชัดเจนเดือนก.ย. 2569 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2,068 ล้านบาทต่อวัน ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 2,410 ล้านบาท บัญชีทั้งหมดมี 3.17 ล้านบัญชี แต่ที่ยังซื้อขายจริงเหลือราว 1.31 แสนบัญชี
แต่ที่น่าสนใจคือ USDT กินสัดส่วนซื้อขายถึง 61% ขณะที่ Bitcoin มีเพียง 14% แปลว่าคนไทยใช้ Stablecoin เป็นของจริงแล้ว ส่วนเชิงโครงสร้าง เกณฑ์ Crypto ETF ของ ก.ล.ต. ซึ่งมีผลตั้งแต่ 16 ต.ค. เปิดทางให้เงินจากตลาดทุนไหลเข้าผ่านช่องทางที่มีการกำกับดูแล
พบว่า “Stablecoin ของจริง” มี ยอด USDT และ USDC รวมกันโตจากราว 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ต้นปี 2568 มาอยู่ราว 2.55 แสนล้านดอลลาร์ ฝั่ง Circle ไตรมาส 2 ปี 2569 USDC หมุนเวียน 7.33 หมื่นล้านดอลลาร์ (+19% จากปีก่อน) แต่ธุรกรรมบนเชนพุ่งถึง 14.8 ล้านล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียว (+151%) เงินก้อนเดิมถูกใช้หมุนบ่อยขึ้นมาก นี่คือการใช้งานจริงระดับ Mass
และ “DeFi ที่ตอบโจทย์” อย่าง Lending ยังอยู่รอดได้แม้ราคาคริปโทลงหนัก Aave แพลตฟอร์มกู้ยืมใหญ่ที่สุดยังมีเงินฝากราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ยอดกู้ค้างราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และทั้งกลุ่ม Lending มียอดกู้ค้างรวมราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์
รวมถึง Tokenized Stock ถูกดันมาหลายรอบ เริ่มดูดีขึ้นหลังมี GENIUS Act มูลค่าหุ้นโทเคนบนเชนอยู่ราว 3,420 ล้านดอลลาร์ (+12.8% ใน 30 วัน) ผู้ถือ 4.46 ล้านราย ยอดโอนราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ผู้เล่นใหญ่ลงมาเอง Robinhood เปิด Robinhood Chain เมื่อ 1 ก.ค. ให้เทรดหุ้นโทเคนได้ 24 ชั่วโมง ส่วน Binance (bStocks), Kraken และ Bybit (xStocks) ก็เปิดให้บริการแล้ว แม้บางตัวอาจไม่ใช่หุ้นจริง ผู้ลงทุนต้องดูให้ดีว่าถืออะไรอยู่
“วรภัทร พฤกษมาศน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลิเบอริกซ์ จำกัด ให้มุมมอง ภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกในปีนี้ว่า มีความเคลื่อนไหวมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสหรัฐที่มีความคืบหน้าด้านการผลักดันกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ ภาพรวมในไทยตลาดมีพัฒนาก้าวกระโดด ล่าสุดได้อนุมัติ “กองทุน ETF” สินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ควบคู่ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้มาตรการ Travel Rule หรือ การรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางแนวทางบริหารความเสี่ยงและคุ้มครองนักลงทุน แม้สังคมจะยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมก็ตาม
ทั้งนี้ สินทรัพย์ดิจิทัล ถือเป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการทางบริษัทพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างเต็มที่หากสามารถเข้าไปช่วยเหลือในส่วนใดได้ ยังมองการที่หน่วยงานกำกับดูแลเข้ามามีบทบาทและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่กลับเผชิญ “ข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่อง” เนื่องจากสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่าง หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือ ทองคำ สามารถนำไปวางเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อกับธนาคารได้ แต่คริปโทยังขาดช่องทางดังกล่าวทำให้ทางเลือกเดียวเมื่อต้องการเงินสดคือยอมขายเหรียญทิ้ง
“ถ้าดูสินทรัพย์ดั้งเดิม ทั้งหุ้น บ้าน ที่ดิน หรือทองคำ เราคุ้นเคยกับการนำไปวางเป็นหลักประกันกับธนาคารเพื่อเอาเงินกู้มาใช้ เพราะเราต้องการเก็บสินทรัพย์นั้นไว้ คริปโทก็เช่นกันวันนี้พัฒนามาเป็นสินทรัพย์ที่คนเข้ามาลงทุนจริง แล้วทำไมถึงนำไปเป็นหลักประกันไม่ได้ ตรงนี้คือแก๊ปในตลาด เพราะเดิมทีถ้าคนถือคริปโทต้องการเงินสด วิธีเดียวคือต้องยอมขายออกไป”





