ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วงหนัก 20.38 จุด หรือ 1.31% มาอยู่ที่ 1,534.56 จุด จากแรงเทขายหุ้นรับแรงกดดันผลประกอบการ บจ. ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ และไฟแนนซ์ที่เผชิญรายได้ค่าธรรมเนียมชะลอตัว และหนี้เสียเพิ่ม โบรกเกอร์ประเมินดัชนีเสี่ยง Sideway Down จับตาแนวรับ 1,530–1,535 จุด พร้อมเตือนผลกระทบน้ำท่วมไตรมาส 4 และความกังวลภาคท่องเที่ยวกดดันตลาดต่อเนื่อง
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง 20.38 จุด (1.31%) มาอยู่ที่ระดับ 1,534.56 จุด เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นจากแรงกดดันหลายด้าน
- โบรกเกอร์ชี้ว่าปัจจัยหลักที่กดดันตลาดคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในประเทศ
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (เช่น TTB, BBL) มีผลประกอบการไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเริ่มชะลอตัว
- กลุ่มการเงิน และบัตรเครดิต (เช่น KTC, AEON) เริ่มมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) สูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจอ่อนแอลง
- นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มดัชนีเป็นแบบ Sideway Down โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,530–1,535 จุด และแนวต้านไม่เกิน 1,550 จุด
- ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องติดตามคือ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่คาดว่าจะเห็นชัดในไตรมาส 4 และความกังวลด้านการท่องเที่ยวหลังจีนออกประกาศเตือนนักเดินทาง
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 21 ต.ค.2569 ปรับลง 20.38 จุด หรือ 1.31% อยู่ที่ 1,534.56 จุด มูลค่าการซื้อขาย 17,693.78 ล้านบาท
พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับตัวลงแรงของดัชนีตลาดหุ้นไทยเกิดจากแรงกดดันหลายด้านที่เข้ามาพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำกว่าคาด ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรม ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก
โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์เผชิญแรงกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาด เช่น TTB และ BBL ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามคือ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งเริ่มชะลอตัวลง หลังจากก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนผลประกอบการให้ดีกว่าคาด แม้สินเชื่อจะเติบโตไม่มากนัก
ขณะที่กลุ่มการเงิน และบัตรเครดิต โดยเฉพาะ KTC และ AEON เริ่มเห็นสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ปรับตัวสูงขึ้น แม้ที่ผ่านมาแต่ละบริษัทสามารถบริหารจัดการหนี้เสียได้ดี สะท้อนความเสี่ยงต่อกำลังซื้อ และการบริโภคภาคประชาชนที่อาจอ่อนแอลง ส่วนหุ้น DELTA ปรับตัวลงสวนทางกับหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศที่ฟื้นตัวแรง จากความกังวลว่าปัญหาการขาดแคลนอุปทาน จะกดดันผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ด้าน TOP มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ไม่สดใส
พิริยพล กล่าวว่า การที่หลายอุตสาหกรรมเผชิญปัจจัยลบ และมีการเปิดเผยผลประกอบการหรือประมาณการงบการเงินที่ไม่ดีในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นตัวเร่งให้เกิดแรงขายในตลาด ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรง อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ประกาศออกมายังไม่สะท้อนความเสียหายอย่างเต็มที่ และคาดว่าผลกระทบจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 4/2569
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทาง หลังทางการจีนออกประกาศเตือนให้ชาวจีนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป ประเมินว่าดัชนียังอยู่ในทิศทางขาลงสลับการเคลื่อนไหวออกข้าง (Sideway Down) โดยมีแนวรับบริเวณ 1,530-1,535 จุด ซึ่งเป็นระดับที่มีโอกาสชะลอการปรับตัวลง และฟื้นตัวระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม การรีบาวด์ยังมีข้อจำกัด โดยประเมินแนวต้านสำคัญที่ระดับไม่เกิน 1,550 จุด ก่อนที่ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบเพื่อรอติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ ต่อไป
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีความทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ BDMS และ CPN ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับการกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากผลประกอบการ และปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





