หุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ CPF, GFPT, TFG และ BTG กอดคอร่วง นำโดย CPF ลดลง 5.21% โบรกเผย หลังราคาหมูฟื้นตัวช้ากว่าคาด กดดันแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 โดย CPF คาดกำไรลดลง 55% จากปีก่อน ท่ามกลางแรงกดดันจากน้ำท่วมและปัจจัยฤดูกาลที่ฉุดราคาหมูในไทยและเวียดนามปรับตัวลง
KEY POINTS
- หุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ 4 บริษัท ได้แก่ CPF, GFPT, TFG, และ BTG ปรับตัวลดลงพร้อมกัน โดย CPF ร่วงหนักที่สุด 5.21%
- สาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นร่วงคือ ราคาเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะราคาหมูที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
- การฟื้นตัวช้าของราคาหมูคาดว่าจะกดดันผลประกอบการไตรมาส 3/2569 โดยกำไรของ CPF อาจลดลงถึง 55% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- ราคาหมูในไทยและเวียดนามปรับตัวลดลงในเดือนก่อนหน้าจากผลกระทบของน้ำท่วมและปัจจัยฤดูกาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวล่าช้า
ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 20 ต.ค.2569 หุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ ปรับตัวลง นำโดย
- หุ้น CPF ร่วง 5.21% ลดลง 1.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 20.00 บาท
- หุ้น GFPT ร่วง 3.64% ลดลง 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 10.60 บาท
- หุ้น TFG ร่วง 1.10% ลดลง 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.00 บาท
- หุ้น BTG ร่วง 0.50% ลดลง 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 20.10 บาท
ภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์วันนี้ปรับตัวลงมา หลังจากได้รับปัจจัยกดดันกำไรผลการประเมินเบื้องต้นคาดว่ากำไรน่าจะยังไม่ค่อยดีนัก โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ราคาเนื้อสัตว์ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหุ้น CPF ปรับตัวร่วงลงมา และหุ้นตัวอื่น ๆ โดน sentiment ไปด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าผลประกอบการ ของ CPF ไตรมาส 3/2569 จะมีกำไรหลักอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท ลดลง 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 43% จากไตรมาสก่อนหน้า ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 5,000 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงกดดันของราคาหมูที่ปรับตัวลดลงในตลาดหลัก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดลงเหลือ 14.2% จาก 16.5% ในไตรมาส 3/2568 และ 15.0% ในไตรมาส 2/2569
อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจะเริ่มฟื้นตัวทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 4/2569 จากราคาหมูในไทยและเวียดนามที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล หลังผ่านช่วงที่ราคาอ่อนตัวในเดือนกันยายน-ตุลาคม แม้ธุรกิจสุกรในจีนยังมีแนวโน้มอ่อนแอ แต่คาดว่าความสามารถในการทำกำไรกำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักร ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สัญญาณบวกที่เริ่มเห็นได้ชัดคือ กลุ่มผู้ผลิตสุกรในไทยประกาศปรับเพิ่มราคาหมูหน้าฟาร์มแนะนำ 4 บาทต่อกิโลกรัม มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มราคาที่เริ่มฟื้นตัว หลังราคาหมูในไทยปรับลดลง 7% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่เวียดนามลดลง 8% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของน้ำท่วมและปัจจัยฤดูกาลในช่วงฤดูฝน
ส่วนตลาดจีน เริ่มมีสัญญาณทรงตัวจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสุกรที่อยู่ระดับ 10 หยวนต่อกิโลกรัม สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2569 และเดือนมีนาคม 2570 ก่อนขยับขึ้นเป็น 11.25 หยวนต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคม 2570 สะท้อนความคาดหวังว่าราคาหมูอาจเริ่มฟื้นตัวในระยะถัดไป
ด้านต้นทุนอาหารสัตว์ แม้ยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่ใช่ความกังวลหลักในขณะนี้ โดยไตรมาส 3/2569 ราคากากถั่วเหลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 17.2 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคาข้าวโพดเฉลี่ยอยู่ที่ 10.9 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แต่ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยราคาล่าสุดของกากถั่วเหลืองอยู่ที่ 18.7 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวโพดอยู่ที่ 9.8 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ การจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าและการล็อกราคาอาหารสัตว์ของ CPF จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนในระยะใกล้ ขณะที่ข้อมูลคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ในเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า สต็อกถั่วเหลืองคงเหลือปลายปีของโลกสำหรับปีการผลิต 2569-2570 จะอยู่ที่ 124.3 ล้านตัน บ่งชี้ว่าอุปทานถั่วเหลืองมีแนวโน้มทรงตัว
โดยภาพรวม มองว่าปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไร CPF ในระยะถัดไปจะอยู่ที่การฟื้นตัวของอุปสงค์และราคาขายหมู มากกว่าความกังวลเรื่องต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งการฟื้นตัวของราคาหมูในไทยและเวียดนามน่าจะช่วยหนุนอัตรากำไรในไตรมาส 4/2569
อย่างไรก็ตาม จังหวะและความเร็วของการฟื้นตัวยังมีความไม่แน่นอน จึงแนะนำนักลงทุนชะลอการเข้าซื้อและติดตามพัฒนาการของราคาหมูและผลประกอบการอย่างใกล้ชิด




