"CPF" ปรับบทบาทองค์กรสู่ "National Capability Builder" ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน รับมือกติกาการค้า และสิ่งแวดล้อมโลก ช่วยเหลือคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ให้แก่เกษตรกร และ SME เสริมความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศ
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร (CEO) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยในงาน “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริบทการแข่งขันระหว่างธุรกิจอาหารในระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทำให้ภาคธุรกิจอาหารไทยต้องปรับตัว
โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากกติกาการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คาร์บอนเครดิต และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องถูกประเมินตลอดกระบวนการ ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องร่วมมือกับคู่ค้า และซัปพลายเออร์เพื่อปรับปรุงมาตรฐานไปพร้อมกันตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
ภายใต้กติกาใหม่ดังกล่าว การแข่งขันจึงไม่ใช่การวัดศักยภาพระหว่างบริษัทต่อบริษัทอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่างห่วงโซ่อุปทานของแต่ละประเทศ ซึ่งความเข้มแข็งของทั้งระบบคือ ปัจจัยชี้ขาด
ดังนั้น CPF จึงเร่งปรับจุดยืนจากการเป็นเพียงบริษัทอาหารแห่งชาติ (National Food Company) สู่การเป็นองค์กรผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ (National Capability Builder) ยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ
“ขอบฟ้าใหม่ในฝั่งของ CPF คือ เราคิดว่าเราควรจะปรับตำแหน่งตัวเราเองเป็น National Capability Builder ให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย เพราะการแข่งขันในเวทีโลกมันใหญ่ เราคนเดียวเอาไม่อยู่ ดังนั้น เราต้องช่วยกันทั้งห่วงโซ่ ผ่านการที่ CPF จะเข้าไปมีส่วนช่วยในการยกระดับอุตสาหกรรม ไปช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน”
ในการนี้ CPF ได้วางแนวทางดูแลทั้งกลุ่มซัปพลายเออร์ และกลุ่มลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ และเติบโตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกร และผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร และองค์ความรู้ทางวิศวกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Smart Farm หรือระบบ AI ด้วยตนเอง
โดย CPF จะนำแนวปฏิบัติ และนวัตกรรมที่วิจัยพัฒนาขึ้นจากฟาร์มของบริษัท ซึ่งปัจจุบันเลี้ยงสัตว์ได้ราว 500,000 ตัว ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีไปสู่เครือข่ายเกษตรกรคู่ค้าที่ร่วมเลี้ยงสัตว์อีกกว่า 5.5 ล้านตัวอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีระบบรองรับการรับซื้อผลผลิตกลับเพื่อสร้างความมั่นคงทางธุรกิจร่วมกันทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Partner to Grow อย่างต่อเนื่อง ให้คู่ค้าของ CPFกว่า 5,000 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วม มุ่งเน้นการพัฒนาใน 5 ด้านหลัก เช่น การประกันคุณภาพ และการเพิ่มผลิตภาพ ผ่านการจัดอบรมหลักสูตรฟรี พร้อมส่งทีมวิศวกรเข้าไปช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตถึงสถานประกอบการของ SME
อีกด้านหนึ่ง ก็เร่งผลักดันให้ SME นำต้นทุนที่ประหยัดได้ไปลงทุนต่อยอดด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
เสริม Food Security ปกป้องตลาด-ผลผลิตคนไทย
นายประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคตที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้มากขึ้น
แม้ในอดีตคนไทยจะคุ้นชินกับความอุดมสมบูรณ์จนสามารถเข้าถึงอาหารได้ในราคาที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากไม่มีการเตรียมตัวรองรับสถานการณ์ความผันผวน ก็อาจเผชิญกับวิกฤติความมั่นคงทางอาหารได้
ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงทางอาหารต้องขับเคลื่อนผ่านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ และพันธุศาสตร์ (Genetics) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการวิจัยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต่างๆ
นอกจากนี้ ภาครัฐ และสังคมต้องร่วมมือกันปกป้องตลาดสินค้าเกษตร และอาหารภายในประเทศที่คนไทยผลิตได้เอง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่มีนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 30% สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของข้าว เพื่อปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของตนเอง
“หากผมจะส่งออกของไปขายญี่ปุ่น ถ้ามีข้าวผสมนิดเดียว เช่น เอาข้าวผสมกับเนื้อไก่หรือหมู ผมจะโดนภาษี 30% เพราะญี่ปุ่นเขาต้องการป้องกันเรื่องความมั่นคงทางอาหารในประเทศเขา โดยเฉพาะข้าวที่เขาถือเป็นอาหารสำคัญ ไทยก็เหมือนกัน ทุกสินค้าที่มีการนำเข้า ถ้าไทยผลิตได้ยังไงก็ต้องช่วยกันรักษาตลาดไทยเอาไว้”
อาหารยุคใหม่ 'ถูกและดี' มีคุณค่า
สำหรับแนวทางการปรับสูตรคุณค่าสินค้า และการสร้างมูลค่าเพิ่ม นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณกับประเทศขนาดใหญ่อย่างบราซิลหรืออินเดียได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการผลิตเชิงปริมาณ สู่การเพิ่มผลิตภาพ และมุ่งเน้นการสร้างสินค้ามูลค่าสูง และทำให้ตลาดโลกขาดสินค้าของไทยไม่ได้
โดยสิ่งสำคัญคือ การดึงจุดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ของคนไทยมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจุดประกายจินตนาการ และยกระดับสินค้าเกษตร และอาหารให้มีคุณภาพ และราคาสูงขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงกฎกติกาการแข่งขันใหม่ในตลาดโลกที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยสินค้าจะไม่ใช่แค่ของดีราคาแพง แต่จะต้องมีคุณภาพดี ราคาถูกลง และมีคุณค่าเพิ่มขึ้น (Value Creation on Top) ซึ่งจะเป็นหัวใจในการผลิตอาหารของ CPF นับจากนี้
“โลกมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ตอนนี้มันไม่ใช่ของดีราคาแพง มันยังต้องเป็นของดีแต่ราคาถูกลง ขณะเดียวกัน Value Creation ที่คุณให้ on top ต้องมากขึ้น ฉะนั้นแกนของอาหารที่ CPF ตั้งใจจะทำในตอนนี้ และอนาคตต่อจากนี้คือ อาหาร 1 ชิ้นเดิมต้องให้คุณค่ากับลูกค้ามากขึ้น รับประทานแล้วดีขึ้น ใช้แล้วมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





