วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

CPF ก้าวสู่ ‘National Capability Builder’ อุ้มซัปพลายเชนอาหารไทย สู้กติกาโลก

"CPF" ปรับบทบาทองค์กรสู่ "National Capability Builder" ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน รับมือกติกาการค้า และสิ่งแวดล้อมโลก ช่วยเหลือคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ให้แก่เกษตรกร และ SME เสริมความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร (CEO) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยในงาน “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริบทการแข่งขันระหว่างธุรกิจอาหารในระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทำให้ภาคธุรกิจอาหารไทยต้องปรับตัว

โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากกติกาการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คาร์บอนเครดิต และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องถูกประเมินตลอดกระบวนการ ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องร่วมมือกับคู่ค้า และซัปพลายเออร์เพื่อปรับปรุงมาตรฐานไปพร้อมกันตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

ภายใต้กติกาใหม่ดังกล่าว การแข่งขันจึงไม่ใช่การวัดศักยภาพระหว่างบริษัทต่อบริษัทอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่างห่วงโซ่อุปทานของแต่ละประเทศ ซึ่งความเข้มแข็งของทั้งระบบคือ ปัจจัยชี้ขาด

ดังนั้น CPF จึงเร่งปรับจุดยืนจากการเป็นเพียงบริษัทอาหารแห่งชาติ (National Food Company) สู่การเป็นองค์กรผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ (National Capability Builder) ยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ

“ขอบฟ้าใหม่ในฝั่งของ CPF คือ เราคิดว่าเราควรจะปรับตำแหน่งตัวเราเองเป็น National Capability Builder ให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย เพราะการแข่งขันในเวทีโลกมันใหญ่ เราคนเดียวเอาไม่อยู่ ดังนั้น เราต้องช่วยกันทั้งห่วงโซ่ ผ่านการที่ CPF จะเข้าไปมีส่วนช่วยในการยกระดับอุตสาหกรรม ไปช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน”

ในการนี้ CPF ได้วางแนวทางดูแลทั้งกลุ่มซัปพลายเออร์ และกลุ่มลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ และเติบโตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกร และผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร และองค์ความรู้ทางวิศวกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Smart Farm หรือระบบ AI ด้วยตนเอง

โดย CPF จะนำแนวปฏิบัติ และนวัตกรรมที่วิจัยพัฒนาขึ้นจากฟาร์มของบริษัท ซึ่งปัจจุบันเลี้ยงสัตว์ได้ราว 500,000 ตัว ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีไปสู่เครือข่ายเกษตรกรคู่ค้าที่ร่วมเลี้ยงสัตว์อีกกว่า 5.5 ล้านตัวอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีระบบรองรับการรับซื้อผลผลิตกลับเพื่อสร้างความมั่นคงทางธุรกิจร่วมกันทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Partner to Grow อย่างต่อเนื่อง ให้คู่ค้าของ CPFกว่า 5,000 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วม มุ่งเน้นการพัฒนาใน 5 ด้านหลัก เช่น การประกันคุณภาพ และการเพิ่มผลิตภาพ ผ่านการจัดอบรมหลักสูตรฟรี พร้อมส่งทีมวิศวกรเข้าไปช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตถึงสถานประกอบการของ SME

อีกด้านหนึ่ง ก็เร่งผลักดันให้ SME นำต้นทุนที่ประหยัดได้ไปลงทุนต่อยอดด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

เสริม Food Security ปกป้องตลาด-ผลผลิตคนไทย

นายประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคตที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้มากขึ้น

แม้ในอดีตคนไทยจะคุ้นชินกับความอุดมสมบูรณ์จนสามารถเข้าถึงอาหารได้ในราคาที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากไม่มีการเตรียมตัวรองรับสถานการณ์ความผันผวน ก็อาจเผชิญกับวิกฤติความมั่นคงทางอาหารได้

ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงทางอาหารต้องขับเคลื่อนผ่านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ และพันธุศาสตร์ (Genetics) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการวิจัยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต่างๆ

นอกจากนี้ ภาครัฐ และสังคมต้องร่วมมือกันปกป้องตลาดสินค้าเกษตร และอาหารภายในประเทศที่คนไทยผลิตได้เอง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่มีนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 30% สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของข้าว เพื่อปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของตนเอง

“หากผมจะส่งออกของไปขายญี่ปุ่น ถ้ามีข้าวผสมนิดเดียว เช่น เอาข้าวผสมกับเนื้อไก่หรือหมู ผมจะโดนภาษี 30% เพราะญี่ปุ่นเขาต้องการป้องกันเรื่องความมั่นคงทางอาหารในประเทศเขา โดยเฉพาะข้าวที่เขาถือเป็นอาหารสำคัญ ไทยก็เหมือนกัน ทุกสินค้าที่มีการนำเข้า ถ้าไทยผลิตได้ยังไงก็ต้องช่วยกันรักษาตลาดไทยเอาไว้”

CPF ก้าวสู่ ‘National Capability Builder’ อุ้มซัปพลายเชนอาหารไทย สู้กติกาโลก

อาหารยุคใหม่ 'ถูกและดี' มีคุณค่า

สำหรับแนวทางการปรับสูตรคุณค่าสินค้า และการสร้างมูลค่าเพิ่ม นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณกับประเทศขนาดใหญ่อย่างบราซิลหรืออินเดียได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการผลิตเชิงปริมาณ สู่การเพิ่มผลิตภาพ และมุ่งเน้นการสร้างสินค้ามูลค่าสูง และทำให้ตลาดโลกขาดสินค้าของไทยไม่ได้

โดยสิ่งสำคัญคือ การดึงจุดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ของคนไทยมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจุดประกายจินตนาการ และยกระดับสินค้าเกษตร และอาหารให้มีคุณภาพ และราคาสูงขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงกฎกติกาการแข่งขันใหม่ในตลาดโลกที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยสินค้าจะไม่ใช่แค่ของดีราคาแพง แต่จะต้องมีคุณภาพดี ราคาถูกลง และมีคุณค่าเพิ่มขึ้น (Value Creation on Top) ซึ่งจะเป็นหัวใจในการผลิตอาหารของ CPF นับจากนี้

“โลกมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ตอนนี้มันไม่ใช่ของดีราคาแพง มันยังต้องเป็นของดีแต่ราคาถูกลง ขณะเดียวกัน Value Creation ที่คุณให้ on top ต้องมากขึ้น ฉะนั้นแกนของอาหารที่ CPF ตั้งใจจะทำในตอนนี้ และอนาคตต่อจากนี้คือ อาหาร 1 ชิ้นเดิมต้องให้คุณค่ากับลูกค้ามากขึ้น รับประทานแล้วดีขึ้น ใช้แล้วมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์