ปิยะชาติ อิศรภักดี เสนอแนวคิด Sustainomy บนเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ชูการเติบโตที่สร้างผลตอบแทนควบคู่การฟื้นฟูศักยภาพเศรษฐกิจ ผ่านแนวคิด Dual Returns ทั้งผลตอบแทนทางการเงินและผลตอบแทนต่อระบบ เพื่อสร้างความมั่งคั่งวันนี้โดยไม่บั่นทอนโอกาสเติบโตในอนาคต เชื่อมหลัก “สืบสาน รักษา ต่อยอด” สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- ปิยะชาติ อิศรภักดี นำเสนอแนวคิด Sustainomy บนเวที IMF-World Bank โดยชี้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องไม่บั่นทอนศักยภาพในระยะยาว
- เสนอให้การเติบโตสร้างผลตอบแทนสองด้าน (Dual Returns) คือ ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) และผลตอบแทนต่อระบบ (Systemic Return) ซึ่งเป็นการฟื้นฟูทุนสำหรับอนาคต
- ผลตอบแทนทางการเงินสร้างทุนสำหรับการลงทุนรอบถัดไป ขณะที่ผลตอบแทนต่อระบบ เช่น การพัฒนาคนและรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างศักยภาพให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้จริง
- แนวคิดนี้มุ่งเปลี่ยนการประเมินความสำเร็จจากการดูแค่ตัวเลขปัจจุบัน ไปสู่การพิจารณาว่าการเติบโตได้สร้างและส่งต่อศักยภาพอะไรให้กับอนาคต
- เชื่อมโยงหลักการกับแนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ที่เน้นการสร้างความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการฟื้นฟูและเสริมสร้างรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
บนเวทีการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ชี้ความท้าทายของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ใช่เพียงการเติบโตที่ชะลอตัว แต่คือการเติบโตที่บั่นทอนศักยภาพในระยะยาว พร้อมเสนอภาคเอกชนเป็นหัวหอกสร้างตลาดใหม่ ภาครัฐสนับสนุน และประชาชนร่วมปรับตัว
ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi and Companies และ Chief Sustainomist, BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) นำเสนอแนวคิด Sustainomy ภายใต้หัวข้อ “What Does Growth Create?” บนเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยชวนผู้นำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจทบทวนคำถามสำคัญของการพัฒนา จากเดิมที่มุ่งเน้นว่า “จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโต” ไปสู่คำถามว่า “การเติบโตนั้นสร้างอะไร และเพิ่มความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด”
ปิยะชาติชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่ง ผลผลิต หรือประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว เพราะในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจอาจเผชิญกับหนี้สินที่สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำ ความเปราะบางของระบบ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติได้เช่นกัน ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้การเติบโตในวันนี้ไม่ลดทอนศักยภาพที่จำเป็นต่อการเติบโตในวันข้างหน้า
โจทย์ดังกล่าวยิ่งทวีความสำคัญท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลังของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร แรงกดดันต่อระบบนิเวศ และความไม่แน่นอนของความร่วมมือระหว่างประเทศ หากการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องแลกมาด้วยการสะสมความเสี่ยงหรือการสูญเสียทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนา เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ยากขึ้นในระยะยาว แม้ตัวเลขการเติบโตในวันนี้ยังคงเป็นบวกก็ตาม
Sustainomy เสนอ “Dual Returns” สร้างผลตอบแทนทางการเงินควบคู่ศักยภาพการเติบโต
ภายใต้แนวคิด Sustainomy ปิยะชาติเสนอให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างผลตอบแทนสองด้าน หรือ Dual Returns ซึ่งประกอบด้วย
1. Financial Return: ผลตอบแทนทางการเงิน
การสร้างกำไรและผลตอบแทนที่ช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนสำหรับการลงทุน การขยายกิจการ และการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรอบถัดไป
2. Systemic Return: ผลตอบแทนต่อระบบ
การสร้างและฟื้นฟูศักยภาพของระบบที่เป็นรากฐานของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคนให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น การเสริมความแข็งแกร่งของระบบการผลิต หรือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สามารถรองรับการพัฒนาในระยะยาว
แนวคิดนี้สะท้อนว่า ผลตอบแทนทางการเงินทำให้เศรษฐกิจมีทุนสำหรับการเติบโตครั้งต่อไป ขณะที่ผลตอบแทนต่อระบบทำให้เศรษฐกิจมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้จริง การประเมินความสำเร็จของการเติบโตจึงไม่ควรพิจารณาเพียงผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งที่การลงทุนสร้างและส่งต่อให้ระบบเศรษฐกิจในอนาคตด้วย
ชวนภาคธุรกิจเปลี่ยนจาก “Compete” สู่ “Complete” สร้างตลาดใหม่และโอกาสทางเศรษฐกิจ
ปิยะชาติเน้นย้ำว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่การจัดสรรเงินทุนและทิศทางการลงทุน ว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจถูกนำไปใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์แบบใด โดยภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านการพัฒนานวัตกรรม การตอบสนองความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการสร้างตลาดใหม่ที่สามารถสร้างทั้งมูลค่าทางธุรกิจและศักยภาพให้กับสังคม
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจาก “Compete” สู่ “Complete” จากการมุ่งแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดเดิม ไปสู่การร่วมเติมเต็มสิ่งที่ตลาดและระบบเศรษฐกิจยังขาด เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างมูลค่าใหม่ พร้อมเสริมความสามารถในการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากสามภาคส่วน ได้แก่ ภาคเอกชนในฐานะหัวหอกของการลงทุนและการสร้างตลาดใหม่ ภาครัฐในการพัฒนานโยบายและกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง และประชาชนในการเปิดรับโอกาสใหม่และปรับตัวให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การเติบโตที่สร้างคุณค่าเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลในวงกว้าง
เชื่อมหลัก “สืบสาน รักษา ต่อยอด” สู่การเติบโตที่สร้างคุณค่าในระยะยาว
การนำเสนอแนวคิด Sustainomy ยังเชื่อมโยงกับแนวพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ซึ่งสะท้อนความสำคัญของการรักษารากฐานที่มีคุณค่า ควบคู่กับการพัฒนาและต่อยอดเพื่อสร้างอนาคต แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของ Sustainomy ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการฟื้นฟูและเสริมสร้างศักยภาพของระบบที่รองรับการเติบโต
สาระสำคัญของการนำเสนอครั้งนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าเศรษฐกิจควรเติบโตหรือไม่ แต่เป็นการชวนให้ทุกภาคส่วนทบทวนว่า การเติบโตที่เกิดขึ้นกำลังสร้างมูลค่าและเพิ่มศักยภาพให้กับอนาคต หรือกำลังใช้ทรัพยากรและความสามารถของอนาคตเพื่อแลกกับผลลัพธ์ในปัจจุบัน
ภายใต้แนวคิด Sustainomy การเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องสร้างผลตอบแทนทั้งในมิติทางการเงินและมิติของระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจไม่เพียงสร้างความมั่งคั่งในวันนี้ แต่ยังคงมีศักยภาพในการสร้างโอกาสและความมั่งคั่งต่อไปในอนาคต





