วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เครดิตบูโร’ ห่วง ‘เอสเอ็มอี‘ ปรับโครงสร้างไม่รอด ไหลเป็น ’หนี้เสีย‘ เตือนลิสซิ่งมอเตอร์ไซค์-ไอที-นาโนไฟแนนซ์เสี่ยงสูง

’ลัษมณ‘ NCB เตือนจับตาหนี้เสียครัวเรือนพุ่งแตะ 9.8% ใกล้ระดับสองหลัก ขณะที่ลูกหนี้ SME ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาเป็น NPL เพิ่ม เดินหน้าใช้ Alternative Data และ AI เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ

KEY POINTS

  • เครดิตบูโร ห่วงผู้ประกอบการ SME แม้จะผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ แต่กลับกลายเป็นหนี้เสียในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • ชี้สินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงสินเชื่อเช่าซื้อที่ไม่ใช่รถยนต์ เช่น รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์ไอที และโทรศัพท์มือถือ
  • สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์  หนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพและบทบาทการเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก

แต่ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความท้าทายด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลาง ปัญหาหนี้และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อ

ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร (NCB)กล่าวถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพว่าที่ผ่านมาว่า  เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมโลก

ทั้งในด้านวัฒนธรรม สินค้าไทย และการนำเสนอแนวคิดด้านการเงินและการพัฒนา เพื่อสร้างความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติ

ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 โดยมีเพียง 3 ประเทศในโลกที่ได้รับโอกาสจัดงานนี้ถึง 2 ครั้ง การเป็นเจ้าภาพจึงเป็นโอกาสให้ประเทศไทยนำเสนอศักยภาพและสร้างการรับรู้ในระดับสากล

ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีที่ไทยสามารถนำเสนอแนวคิดเพื่อชวนประชาคมโลกหารือและร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสำคัญ

 

ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้คือภาวะ Fragmented World หรือโลกที่มีการแบ่งแยกเป็นฝ่าย ประเทศไทยในฐานะประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางที่มีระบบเศรษฐกิจเปิด จึงร่วมกับประเทศขนาดกลางอื่น ๆ นำเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า

หนึ่งในแนวคิดที่ประเทศไทยนำเสนอคือ Trusted Connector หรือบทบาทของประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับทุกฝ่าย สร้างความเชื่อมั่น และร่วมมือกันเสริมความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทานโลก

แนวคิดดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านงานสัมมนา Building Resilience in the Fragmented World ซึ่งประเทศไทยจัดขึ้น

โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนากับนาย Ajay Banga ประธานธนาคารโลก นาง Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศฟินแลนด์

ดร.ลัษมณ มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น Trusted Connector จากการมีบทบาทในเวทีความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ ทั้ง ASEAN-US, ASEAN-China และ ASEAN-EU ประกอบกับการมีนักลงทุนจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ จีน และเยอรมนี เข้ามาลงทุนในไทย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนำเสนอจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure: DPI) เช่น ระบบพร้อมเพย์ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และนวัตกรรม AI อย่าง “นกกระซิบ” เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบดิจิทัลไทยในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

  • ชู Alternative Data เปิดทาง MSME เข้าถึงสินเชื่อ

นอกเหนือจากเวทีหลักของการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เครดิตบูโรยังจัดงานสัมมนาคู่ขนานร่วมกับ UK-ASEAN Inclusion Initiative เครือข่ายเครดิตบูโรในเอเชีย (Asia Credit Reporting Network) และหน่วยงานกำกับดูแลหรือธนาคารกลางในภูมิภาค ภายใต้หัวข้อ Alternative Data for Financial Inclusion in MSME

ดร.ลัษมณกล่าวว่า การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อยเป็นปัญหาที่พบในหลายประเทศทั่วอาเซียน แม้ข้อมูลเครดิตจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ แต่ข้อมูลที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อมูลทางการเงินไม่ครบถ้วนหรือมีประวัติเครดิตจำกัด

การสัมมนาจึงมุ่งศึกษาการนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น ข้อมูลการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และพฤติกรรมการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล มาใช้ประโยชน์ในการประเมินผู้กู้ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากเครดิตบูโรจัดตั้งขึ้นมานาน และกฎหมายปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้นำ Alternative Data มาประมวลผลรวมกับข้อมูลเครดิตหลักเพื่อจัดทำเป็นคะแนนเครดิตมาตรฐานกลาง (Standard Score) ได้

ขณะที่บางประเทศในอาเซียนจัดตั้งเครดิตบูโรในช่วงหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่เทคโนโลยีและระบบนิเวศทางการเงินพัฒนาไปมากแล้ว จึงมีกฎหมายรองรับการนำข้อมูลทางเลือกมาใช้ได้

ปัจจุบันสถาบันการเงินในประเทศไทยสามารถนำข้อมูลทางเลือกที่มีอยู่ไปพัฒนาแบบจำลองประเมินความเสี่ยง หรือ R Model ของตนเอง แต่แต่ละแห่งดำเนินการแยกกัน และแบบจำลองดังกล่าวถือเป็นความลับทางธุรกิจ ทำให้ผู้กู้อาจไม่ทราบว่าปัจจัยใดเป็นเหตุให้ได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อ

เครดิตบูโรจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาแนวคิด O-Score ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำข้อมูลทางเลือกมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลเครดิต โดยมุ่งหวังว่าจะนำข้อสรุปจากการศึกษาผลักดันต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อพัฒนาแนวทางหรือมาตรฐานกลางที่ช่วยเปิดโอกาสให้ SME รายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

  • หนุนเชื่อมข้อมูลเครดิตข้ามพรมแดน

อีกประเด็นที่เครดิตบูโรร่วมศึกษากับเครือข่ายเครดิตบูโรในเอเชีย คือความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเครดิตข้ามพรมแดน เนื่องจากปัจจุบันแรงงานมีการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ แต่ข้อมูลเครดิตไม่ได้เคลื่อนย้ายตามไปด้วย

ตัวอย่างที่มีการดำเนินการแล้ว ได้แก่ สิงคโปร์และกัมพูชา ซึ่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อทดลองแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน

สำหรับประเทศไทย อยู่ระหว่างหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต เพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินการในอนาคต

การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวเป็นอีกแนวทางที่เครดิตบูโรศึกษา เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ โดยมีโจทย์สำคัญคือการทำให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิจารณาสินเชื่อสามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมเมื่อบุคคลย้ายไปทำงานหรือพำนักในอีกประเทศหนึ่ง

  • เตือน NPL ครัวเรือนแตะ 9.8% ใกล้ระดับสองหลัก

สำหรับสถานการณ์หนี้ในประเทศ การประเมินปัญหาหนี้ไม่ควรพิจารณาเพียงปริมาณหนี้หรือสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้ควบคู่กัน

ในส่วนของหนี้สาธารณะ แม้ระดับหนี้จะสูง แต่ควรพิจารณาว่าภาครัฐมีรายได้เข้ามารองรับหรือไม่ และเงินกู้ถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้หรือไม่ หากหนี้ถูกนำไปใช้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็ไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลเพียงเพราะตัวเลขหนี้อยู่ในระดับสูง

เช่นเดียวกับหนี้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME หากเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดผลิตภาพ (Productive Debt) และนำไปต่อยอดธุรกิจ ก็ถือเป็นหนี้ที่มีประโยชน์และควรสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อ

ส่วนหนี้ครัวเรือน แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะแนวโน้มหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

“ข้อเท็จจริงก็คือ หนี้สูงแต่ในขณะเดียวกัน ดูแค่ปริมาณไม่ได้ เราไปดูคุณภาพ ตอนนี้คุณภาพต้องเรียนว่ามีความกังวลนิดนึง เพราะเราเห็นเส้นของหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน ที่เราเรียกง่าย ๆ ว่า NPL เราเห็นเส้นนี้กระดกขึ้น ซึ่งตอนนี้ NPL หรือค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ 9.8% ของมูลค่าหนี้ครัวเรือนของเรา มันใกล้เลขสองหลัก อันนี้ต้องติดตาม อันนี้จะเป็นความกังวลหนึ่ง”

ตัวเลข NPL ที่ 9.8% จึงเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาหนี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับหนี้รวมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการชำระคืนและความเสี่ยงของสินเชื่อแต่ละประเภท

  • SME ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กลับเป็น NPL เพิ่มขึ้น

นอกจากหนี้ครัวเรือนแล้ว เครดิตบูโรยังติดตามสถานการณ์หนี้ของผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันแล้ว แต่กลับไปเป็น NPL ในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ดร.ลัษมณ ระบุว่า โดยทั่วไปการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลลูกหนี้ตามวัฏจักรธุรกิจ แต่ในระยะหลังเริ่มพบสัญญาณว่าลูกหนี้ SME ที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวกลับเข้าสู่สถานะหนี้เสียมากขึ้น โดยทิศทางเส้นกราฟที่ปรับสูงขึ้นเป็นประเด็นที่น่ากังวลและต้องติดตาม

สัญญาณดังกล่าวทำให้การประเมินคุณภาพหนี้จำเป็นต้องติดตามต่อเนื่องไปถึงผลหลังการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือหรือผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้แล้วเท่านั้น

  • จับตาเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ มือถือ และนาโนไฟแนนซ์

เมื่อพิจารณาคุณภาพหนี้แยกตามผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เครดิตบูโรพบว่า สินเชื่อเช่าซื้อหรือลิสซิ่งที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Automobile Leasing) มีสัดส่วน NPL สูงกว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยครอบคลุมทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสินเชื่อสำหรับอุปกรณ์ไอที โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

สำหรับบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) การใช้สินเชื่อประเภทนี้ไม่ได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสมอไป หากเป็นการซื้อสิ่งจำเป็นและผู้ใช้สามารถชำระเงินคืนได้ตรงเวลา ก็ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ปัญหา และยังช่วยให้ผู้ใช้สร้างประวัติเครดิตที่ดีได้

อีกประเด็นหนึ่งคือ จำนวนบัญชีในฐานข้อมูลเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่มูลค่าหนี้รวมทรงตัว สะท้อนว่าหนี้มีลักษณะเป็นยอดเงินขนาดเล็กต่อบัญชีมากขึ้น

เมื่อพิจารณาในกลุ่มหนี้ก้อนเล็ก พบว่าสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่กลุ่มที่มี NPL เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ นาโนไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่ SME และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ทั้งนี้ แนวคิด AI for All ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนและทุกธุรกิจสามารถเข้าถึงและนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

ตัวอย่างหนึ่งคือแอปพลิเคชัน “นกกระซิบ” ซึ่งนำ AI มาใช้ช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย โดยวิเคราะห์ข้อมูลการขายและจัดทำบัญชีทางการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีหลักฐานทางการเงินสำหรับนำไปใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน

แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งบางรายมีรายรับจากการดำเนินธุรกิจ แต่ยังมีข้อจำกัดในการจัดทำข้อมูลทางการเงินให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้

ขณะเดียวกัน การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ง่ายขึ้นก็มาพร้อมความเสี่ยง ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้เท่าทัน AI หรือ AI Literacy ควบคู่กับการพัฒนาระบบการเงินที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Finance)

อีกแนวทางคือโครงการ Connect the Dot ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐเพื่อรับมือกับมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ และภัยทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ

สำหรับเครดิตบูโร โจทย์สำคัญจึงมีทั้งการติดตามคุณภาพหนี้ที่เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลเครดิต