หุ้นอินโดนีเซียระทึก! MSCI จ่อตีตกชั้นซุก "Standalone Market" สภาพคล่องเสี่ยงสะดุด บล.กสิกรไทย ส่องผลกระทบ และจังหวะย้ายเงินเข้าตลาดหุ้นไทย และอาเซียน
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก MSCI ถอดออกจากดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และอาจถูกลดชั้นเป็น Standalone Market เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และธรรมาภิบาล
- หากถูกถอดถอน จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องอย่างรุนแรง เนื่องจากกองทุนต่างชาติที่อิงดัชนี MSCI จำเป็นต้องเทขายหุ้นอินโดนีเซียออกจากพอร์ตทั้งหมด
- บล.กสิกรไทย ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง
- บล.บัวหลวง คาดเบื้องต้นเงินไหล เข้าไทยราว 2 พันล้านบาท แต่ตัวเลขจริงยังต้องรอดูรายละเอียด และการปรับน้ำหนักของ MSCI อีกครั้ง มองเป็นบวกต่อหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด
"ตลาดทุนแดนอิเหนา" กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่รอบใหม่ เมื่อ MSCI ส่งสัญญาณเตรียมทบทวนสถานะ "ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย" ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกถอดออกจากดัชนีตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Markets Index) และถูกปรับลดชั้นข้ามขั้นไปอยู่ในกลุ่ม Standalone Market แทนที่จะเป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market) เนื่องจากมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างมีความรุนแรงเกินกว่าจะเยียวยาด้วยการลดชั้นแบบปกติ
นายสรพล วีระเมธากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมากต่อทิศทางกระแสเงินลงทุนต่างชาติ โดย MSCI อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากประเมินว่า การลดระดับลงไปแค่กลุ่ม Frontier Market นั้น ยังไม่สะท้อนถึงความหนักหน่วงของปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นอินโดนีเซียได้อย่างแท้จริง
ปมปัญหา ธรรมาภิบาลสะดุด - ไร้เงาการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด
สำหรับ สาเหตุหลักที่ทำให้ MSCI ต้องยกระดับความเข้มงวดในครั้งนี้ นายสรพล กล่าวว่า มาจากความกังวลว่า กลไกตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังคงทำงานผิดปกติ (Dysfunctional) รวมถึงพบพฤติกรรมการซื้อขายที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่าเป็นการร่วมมือกันปั่นราคา (Coordinated Trading) แต่กลับยังไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าหน่วยงานกำกับดูแลมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และโปร่งใส
ด้วยเหตุนี้ MSCI จึงเตรียมเดินหน้าตามข้อเสนอดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับหลักฐานที่ชัดเจนว่ามาตรฐานด้านธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพของตลาดมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งคงมาตรการระงับการเปลี่ยนแปลงดัชนีบางรายการที่เกี่ยวกับหุ้นอินโดนีเซียไว้ก่อน จนกว่าจะถึงกำหนดประกาศผลการตัดสินใจขั้น
ไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องจับตา
มกราคม 2569: MSCI ส่งสัญญาณเตือนครั้งแรกเรื่องความเสี่ยงถูกลดชั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงเทขายรุนแรงเป็นประวัติการณ์
มิถุนายน 2569: MSCI ประกาศเลื่อนการทบทวนออกไป เพื่อให้เวลาตลาดในการพิสูจน์ประสิทธิผลของมาตรการเพิ่มความโปร่งใส
เมษายน 2570: เส้นตายสิ้นสุดการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ร่วมตลาด
มิถุนายน 2570: กำหนดการประกาศผลการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของ MSCI
เจาะลึกสถานการณ์ "Standalone Market" คืออะไร และทำไมถึงน่ากลัว?
ต่อคำถามถึง สถานะ Standalone Market ทำไมถึงน่ากลัว นายสรพล อธิบายว่า "Standalone Market" คือ กลุ่มตลาดทุนที่ถูกแยกออกจากดัชนีสากลหลักเนื่องจากข้อจำกัดเฉพาะตัว โดยประเทศที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะนี้ อาทิ อาร์เจนตินา เลบานอน และปาเลสไตน์ ซึ่งยังไม่เคยมีประเทศในภูมิภาคเอเชียใดถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้มาก่อน
หากอินโดนีเซียถูกลดชั้นลงมาอยู่จุดนี้จริง จะถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของประธานาธิบดี Prabowo Subianto ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ
โดยเฉพาะเมื่อมองภาพรวมในปีนี้ ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ปรับตัวลดลงไปแล้วกว่า -32% ซึ่งนับว่าย่ำแย่ที่สุดในตลาดโลก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเทขาย
ผลกระทบทางตรงคือ กองทุน Passive ที่จำเป็นต้องอิงดัชนี MSCI Emerging Markets จะต้องทยอยขายหุ้นอินโดนีเซียออกจนหมดพอร์ต ซึ่งหากหลุดพ้นจากทั้งดัชนี EM และ Frontier ความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติจะยิ่งเหือดแห้ง กดดันทั้งราคาหุ้น และสภาพคล่องในระยะยาว
คาดโอกาสหมุนเงินเข้าอาเซียน และไทย
ในมุมมองของ บล.กสิกรไทย ประเมินว่าปัจจุบันสัดส่วนของหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI EM ได้ถูกทยอยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ต่ำกว่า 1% แล้ว (คิดเป็นมูลค่าราว 6,000 - 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ประกอบกับกองทุน Active ส่วนใหญ่ได้ทยอยลดการถือครองลงไปมากพอสมควรแล้วเช่นกัน
แนะนำสำหรับนักลงทุน
นายสรพล แนะนำนักลงทุนว่า ติดตามการปรับพอร์ตเดือนพ.ย.นี้ ให้สังเกตการณ์การปรับลดสัดส่วนหุ้นขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียรอบถัดไป ว่ามีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ก่อนจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในช่วงกลางปี 2570
หากท้ายที่สุดอินโดนีเซียถูกถอดพ้นจาก MSCI EM จริง คาดว่าเม็ดเงินจาก Passive Fund มีแนวโน้มที่จะกระจายความเสี่ยง และไหลเข้ามายังตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีความพร้อมด้านสภาพคล่อง และโครงสร้างตลาดรองรับ
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียมีน้ำหนักใน MSCI EM ราว 0.4–0.5% คิดเป็นเงินที่อิงดัชนีราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากถูกถอดออกจริงน่าจะกดดัน Fund Flow อินโดนีเซียพอสมควร แต่เงินส่วนนี้ไม่ได้ไหลเข้าไทยทั้งหมด เพราะจะกระจายไปตลาด EM อื่นตามน้ำหนัก โดยไทยมีน้ำหนักราว 0.9%
ประเมินเบื้องต้นอาจมี Fund Flow เข้าไทยราว 2 พันล้านบาท แต่ตัวเลขจริงยังต้องรอดูรายละเอียด และการปรับน้ำหนักของ MSCI อีกครั้ง จึงมองเป็นบวกต่อหุ้นไทยบ้าง แต่ผลโดยรวมน่าจะค่อนข้างจำกัด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




