MSCI พิจารณาปรับลดสถานะอินโดนีเซีย และถอดออกจากดัชนีตลาดหุ้นโลก ชี้อินโดฯไม่ควรได้รับสถานะตลาดเกิดใหม่อีกต่อไป นักวิเคราะห์หวั่นเสี่ยงเกิดวิกฤตเงินทุนไหลออก
KEY POINTS
- MSCI กำลังพิจารณาถอดอินโดนีเซียออกจากสถานะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และอาจปรับลดสถานะเป็น "ตลาดเดี่ยว" (Standalone Market)
- สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติของตลาด การขาดความโปร่งใส และขาดหลักฐานการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
- การปรับลดสถานะอาจส่งผลให้กองทุนต่างชาติต้องเทขายหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น สภาพคล่อง และค่าเงินของประเทศ
บลูมเบิร์ก รายงานว่า อินโดนีเซีย อาจถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นโลก หลัง MSCI Inc. ระบุว่า อินโดนีเซียไม่เหมาะสมที่จะได้รับสถานะตลาดเกิดใหม่อีกต่อไป ส่งผลให้ความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะถอนเงินออกเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาด
ผู้จัดทำดัชนีกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปรับสถานะอินโดนีเซียเป็นตลาดเดี่ยว (Standalone Market) โดยระบุว่า การลดสถานะลงเป็นตลาดชายขอบอาจไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างเพียงพอ MSCI คาดว่าจะเดินหน้าปรับสถานะ เว้นแต่จะพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการกำกับดูแลและการดำเนินงานของตลาดปรับปรุงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ห่วงปัญหาปั่นตลาดหุ้น
MSCI ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (15 ต.ค. 69) ว่า แม้หน่วยงานของอินโดนีเซียจะประกาศการปฏิรูปแล้ว แต่ “ยังมีความกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความผิดปกติของตลาด รวมถึงพฤติกรรมการซื้อขายที่ต้องสงสัยว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันอย่างต่อเนื่อง และการขาดหลักฐานว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง”
สถานะตลาดเดี่ยวใช้กับตลาดที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของ MSCI ในการจัดให้อยู่ในดัชนีตลาดเกิดใหม่หรือตลาดชายขอบ อาร์เจนตินา เลบานอน และปาเลสไตน์ เป็นตลาดบางแห่งที่มีสถานะดังกล่าว โดยในเอเชียยังไม่มีตลาดใดอยู่ในกลุ่มนี้
สำหรับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปรับสถานะจะถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ต่อความพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก
การดำเนินการดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดที่กำลังเผชิญความกังวลอยู่แล้วเกี่ยวกับความสามารถในการลงทุน MSCI เคยเตือนเมื่อเดือนมกราคมว่า อินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะเป็นตลาดชายขอบ ซึ่งทำให้เกิดแรงเทขายครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ดัชนีหุ้นหลักของอินโดนีเซียร่วงลงประมาณ 32% ในปี 2026 ทำให้เป็นตลาดที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลก
การจัดประเภทเป็นตลาดเดี่ยวอาจทำให้กองทุนแบบพาสซีฟที่ติดตามดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI ต้องขายหุ้นอินโดนีเซีย ขณะที่ผู้จัดการกองทุนเชิงรุกที่ใช้ดัชนีดังกล่าวเป็นเกณฑ์อ้างอิงก็อาจลดการลงทุนเช่นกัน การสูญเสียสถานะในดัชนีตลาดเกิดใหม่และตลาดชายขอบอาจทำให้อุปสงค์จากนักลงทุนต่างชาติอ่อนแอลง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งราคาหุ้นและสภาพคล่องในตลาด
วิน ทิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of Nassau 1982 กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ MSCI เป็นเพียง “การสานต่อทิศทางขาลงของอินโดนีเซียในแง่ความน่าลงทุน” พร้อมมองว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอีก
ตามข้อมูลที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รวบรวม กองทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นอินโดนีเซียไปแล้ว 4.9 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี กระแสเงินทุนไหลออกกดดันค่าเงินรูเปียห์ให้อ่อนค่าลงราว 7% ในปีนี้ ทำให้เป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในเอเชีย
การปรับฐานที่ลึกขึ้น
ลิซา คาเมเลีย สุรยานาตา หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ PT Kiwoom Sekuritas Indonesia เขียนในบันทึกว่า “เราคาดว่าแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและความผันผวนของตลาดจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของอินโดนีเซีย ดัชนี JCI อาจเข้าสู่การปรับฐานที่ลึกขึ้นได้”
MSCI ระบุว่า กระบวนการปรึกษาหารือจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2027 โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปภายในวันที่ 30 มิถุนายน
ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการปฏิรูปหลายด้านเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดสถานะ รวมถึงการเพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนมากกว่า 1% การจำแนกประเภทนักลงทุนที่ละเอียดขึ้น และโรดแมปสู่การกำหนดสัดส่วนฟรีโฟลตขั้นต่ำที่ 15% อย่างไรก็ตาม MSCI ระบุว่านักลงทุนต้องการเห็นการบังคับใช้ที่ต่อเนื่อง และหลักฐานว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยให้การทำงานของตลาดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
MSCI เลื่อนการทบทวนตลาดหุ้นอินโดนีเซียเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่า มาตรการด้านความโปร่งใสที่ประกาศไปนั้นมีผลในทางปฏิบัติจริงเพียงใด
ในประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี MSCI ยังระบุว่าจะคงการ “แช่แข็ง” การเปลี่ยนแปลงบางรายการในดัชนีที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์อินโดนีเซียไว้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน FTSE Russell ผู้ให้บริการจัดทำดัชนีตลาดหลักทรัพย์โลกอีกราย ได้ยืนยันเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ว่าหุ้นอินโดนีเซียยังคงมีสถานะเป็นตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปของหน่วยงานท้องถิ่น





