ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 2.87 จุด หลังฟื้นจากแรงขายช่วงเช้า รับแรงซื้อกลุ่มสื่อสาร-แบงก์-โรงพยาบาล ขณะที่นักลงทุนจับตา Bond Yield สหรัฐฯ และถ้อยแถลง Fed ประเมินทิศทางดอกเบี้ย ส่วนสัปดาห์หน้าติดตามงบแบงก์และต้นทุนเครดิต หวั่นกดดันกำไร
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,573.01 จุด ปรับตัวลดลง 2.87 จุด โดยช่วงเช้าปรับลงแรงตามตลาดต่างประเทศ ก่อนจะฟื้นตัวระหว่างวันจากแรงซื้อในกลุ่มสื่อสาร ธนาคาร และโรงพยาบาล
- นักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อติดตามปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
- สำหรับสัปดาห์หน้า ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือการประกาศผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยตลาดคาดหวังว่าต้นทุนเครดิตจะไม่เพิ่มขึ้นจนกดดันกำไรอย่างรุนแรง
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (15 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,573.01 จุด ร่วง 2.87 จุด หรือ 0.18% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,573.01 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,557.67 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 58,483.65 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 251.00 บาท ลดลง 9.00 บาท หรือ 3.46% มูลค่าการซื้อขาย 5,043.66 ล้านบาท
2. PTTEP ราคาปิด 155.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.32% มูลค่าการซื้อขาย 2,702.33 ล้านบาท
3. KBANK ราคาปิด 235.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.73% มูลค่าการซื้อขาย 2,659.64 ล้านบาท
4. TRUE ราคาปิด 12.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 4.13% มูลค่าการซื้อขาย 2,518.85 ล้านบาท
5. PTT ราคาปิด 41.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.61% มูลค่าการซื้อขาย 2,077.33 ล้านบาท
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ (15 ต.ค.2569) เปิดซื้อขายภาคเช้าปรับตัวลดลงแรงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวันก่อนทยอยฟื้นตัวระหว่างวัน จากแรงซื้อหุ้นที่มีกระแสเงินทุนไหลเข้าและหุ้นปลอดภัย ซึ่งราคาปรับฐานลงมาลึกแล้ว
ทั้งนี้ การซื้อขายยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากใกล้วันหยุดทำการ นักลงทุนจึงชะลอการเปิดรับความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงหุ้นเก็งกำไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดต่างประเทศ
สำหรับหุ้นที่ช่วยพยุงตลาดในวันนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสารและโทรคมนาคม (ICT) โดยมี TRUE และ DIF ฟื้นตัวหลังราคาปรับลงแรงต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อกระจายตัวทั้งกลุ่ม และกลุ่มโรงพยาบาลซึ่งเป็นหุ้นปลอดภัยที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน
ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด แต่ Bond Yield กลับปรับตัวลดลง ทำให้ตลาดยังสับสนต่อทิศทางดอกเบี้ยและนักลงทุนเลือกชะลอการซื้อขาย
ขณะเดียวกัน พรุ่งนี้ (16 ต.ค.2569) ตลาดจับตาถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงิน หลังตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่โอกาสดังกล่าวยังไม่ถึง 50%
"แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า นักลงทุนต้องติดตาม 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทาง Bond Yield และสัญญาณจาก Fed เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการประกาศผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เหลือ ทั้งนี้ ตลาดไม่ได้คาดหวังว่า ผลประกอบการธนาคารจะต้องเติบโตโดดเด่นหรือดีกว่าคาดช เนื่องจากฐานกำไรปีก่อนอยู่ในระดับสูง ทำให้กำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนชมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้ว"
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต้นทุนเครดิต โดยตลาดคาดหวังว่า ต้นทุนดังกล่าวจะไม่เพิ่มขึ้นจนกดดันกำไรอย่างรุนแรง เพราะอาจสร้างความกังวลต่อตลาดหุ้นอีกครั้ง หากผลประกอบการออกมาอย่างน้อยตามคาด หรือดีกว่าคาด ก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนและลดแรงกดดันจากปัจจัยลบอื่น ๆ ได้




