วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาเวียดนามขึ้น‘ตลาดเกิดใหม่’ ดึง‘ทุนต่างชาติ’ หวั่นไทยตกขบวนหากช้า

เวียดนามขยับขึ้นสู่ตลาดเกิดใหม่ระดับ Secondary Emerging Market ตามการจัดอันดับของ FTSE Russell เพิ่มแรงดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติและการแข่งขันในตลาดทุนอาเซียน ขณะที่ไทยอาจเผชิญแรงโยกย้าย Fund Flow ในระยะกลาง-ยาว จับตาปี 2570 หากไทยไม่เร่งยกระดับธรรมาภิบาลและดึงบริษัทคุณภาพเข้าตลาด อาจเสียความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการยกระดับจาก Frontier Market สู่ Secondary Emerging Market โดย FTSE Russell ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ แม้ว่าเงินทุนไหลเข้าในช่วงแรกจะยังไม่สูงตามคาด
  • การยกระดับนี้จะทำให้เวียดนามกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสถาบันต่างชาติ และเพิ่มการแข่งขันในตลาดทุนภูมิภาคอาเซียนให้เข้มข้นขึ้น
  • ผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นยังจำกัด เนื่องจากน้ำหนักของเวียดนามในดัชนียังน้อย แต่อาจเกิดการโยกย้ายเงินทุน (Fund Flow Rotation) บางส่วนออกจากไทยได้
  • แรงกดดันต่อตลาดทุนไทยจะชัดเจนขึ้นในระยะกลางถึงยาว (ภายในปี 2570) เมื่อ FTSE ทยอยเพิ่มน้ำหนักลงทุนในเวียดนาม ซึ่งจะทำให้เวียดนามมีศักยภาพดึงเงินจากไทยมากขึ้น
  • ไทยมีความเสี่ยงที่จะตกขบวนหากไม่เร่งปรับตัว โดยต้องยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาล พร้อมทั้งส่งเสริมให้บริษัทใหม่ที่มีคุณภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

การยกระดับ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” จาก Frontier Market สู่ Secondary Emerging Market ของ FTSE Russell ตั้งแต่ 21 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของตลาดทุนเวียดนาม

จับตาเวียดนามขึ้น‘ตลาดเกิดใหม่’ ดึง‘ทุนต่างชาติ’ หวั่นไทยตกขบวนหากช้า

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ Secondary Emerging Market ของ FTSE Russell ยังดึงเงินทุนเข้าไม่มากตามคาด โดยเงินไหลเข้าจริงยังต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยประเมินไว้ราว 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากกองทุน Active Fund ยังทยอยเพิ่มน้ำหนักลงทุน ขณะที่ตลาดได้ Price in ข่าวดังกล่าวไปก่อนแล้ว จึงเกิดแรงขายทำกำไรในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ FTSE จะทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นเวียดนาม 4 ระยะจนถึงก.ย. 2570 ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรถือหุ้นเพื่อรอฟันด์โฟลว์จาก FTSE เพียงอย่างเดียว โดยปัจจัยที่ต้องจับตาคือ เงินเฟ้อ ต้นทุนการเงิน ภาระหนี้ และภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงได้ จะช่วยหนุนยุทธศาสตร์ China Plus One และการลงทุนในเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม เวียดนามเป้าหมายสำคัญกว่าการเข้าสู่ MSCI Emerging Market ภายในปี 2573 เพราะ MSCI มีฐานเงินลงทุนขนาดใหญ่กว่า FTSE หลายเท่า นักลงทุนจึงควรติดตามการปฏิรูปโครงสร้างตลาดและยกระดับมาตรฐานตลาดทุนเวียดนามเป็นหลัก

ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยยังจำกัด เพราะ Market Cap เวียดนามยังไม่ใหญ่พอที่จะดึงน้ำหนักจากไทย ขณะที่ ไทยต้องเร่งยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเพื่อรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ Active Fund ที่มองไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็นกลุ่มเดียวกัน

จับตาเวียดนามขึ้น‘ตลาดเกิดใหม่’ ดึง‘ทุนต่างชาติ’ หวั่นไทยตกขบวนหากช้า

“ยศกร ฟอลเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด กล่าวว่า การยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ Emerging Market จะช่วยเปิดทางให้สถาบันต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น แต่เวียดนามยังต้องเร่งปรับปรุงข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติ สัดส่วนลงทุนสถาบัน และโครงสร้างบริหารตลาดให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ต้องติดตามเสถียรภาพค่าเงินด่องจากความผันผวนเงินทุนไหลเข้า-ออก ซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐบาลและธนาคารกลางเวียดนามต้องบริหารจัดการใกล้ชิด

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามมีตลาดหลักทรัพย์สำคัญ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ และตลาดหลักทรัพย์ฮานอย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทเข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ขนาดและความหลากหลายของตลาดขยายตัว และเริ่มมีศักยภาพการแข่งขันกับตลาดหุ้นไทยในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ขณะที่การยกระดับสถานะตลาดหุ้นจะยิ่งเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนและทำให้การแข่งขันระหว่างตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนเข้มข้นขึ้น

สำหรับตลาดทุนไทย รัฐและตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรร่วมกันส่งเสริมให้บริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนและทำให้ตลาดมีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างแรงจูงใจให้บริษัทดี ๆ เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันกับเวียดนามและตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค

จับตาเวียดนามขึ้น‘ตลาดเกิดใหม่’ ดึง‘ทุนต่างชาติ’ หวั่นไทยตกขบวนหากช้า

“อนุวัฒน์ อิ่มแสงรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดาโอ จำกัด กล่าวว่า เวียดนามถูกยกระดับเป็น Secondary Emerging Market ของ FTSE Russell อาจทำให้เกิด Fund Flow Rotation ระยะสั้น จากกองทุนที่ต้องเพิ่มน้ำหนักเวียดนามและลดสัดส่วนประเทศอื่น รวมถึงไทยตามกลไกดัชนี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อไทยช่วงแรกยังจำกัด เนื่องจากเวียดนามมีน้ำหนักเริ่มต้นเพียงราว 0.49% โดยแรงกดดันต่อ Fund Flow ไทยมีแนวโน้มชัดขึ้นในปี 2027 เมื่อเวียดนามเพิ่มน้ำหนักในดัชนีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ระยะกลาง ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียง Passive Fund Flow แต่คือการแข่งขันดึงดูด Foreign Institutional Allocation ที่เพิ่มขึ้น เพราะการเข้าสู่ Emerging Market จะทำให้เวียดนามกลายเป็นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เทียบเคียงกับไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคมากขึ้น

ทั้งนี้ เวียดนามมีจุดแข็งด้าน GDP Growth, Manufacturing, FDI และ Domestic Consumption ขณะที่ไทยเด่นด้าน Financials, Tourism, Infrastructure และฐานบริษัทจดทะเบียนที่มีความมั่นคง