วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น STA-STGT บวกแพ็กคู่ 3.88% รับอานิสงส์ยางพาราขาดตลาด

STA-STGT เด้งรับอานิสงส์อุปทานยางพาราตึงตัว ผลผลิตไทย-อินโดนีเซียลด หนุนราคายางมีโอกาสขาขึ้นต่อในไตรมาส 4/2569

KEY POINTS

  • ปัจจัยหนุนหลักที่ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นคือภาวะอุปทานยางพาราในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะผลผลิตจากไทยและอินโดนีเซียที่ลดลง
  • แนวโน้มผลผลิตยางธรรมชาติของไทยที่คาดว่าจะลดลง 5-10% ส่งผลให้อุปทานตึงตัวและสนับสนุนให้ราคายางมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4
  • เกณฑ์มาตรฐาน EUDR ของสหภาพยุโรปเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนยอดขายยางพาราที่ผ่านมาตรฐานให้เพิ่มขึ้น
  • นักวิเคราะห์มองว่า STA ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคายางที่สูงขึ้นและน่าสนใจกว่า STGT ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำยางที่เพิ่มขึ้น

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 7 ต.ค.2569 หุ้น STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บวก 3.62% เพิ่มขึ้น 0.80 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 22.90 บาท ขณะที่ STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บวก 3.88% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 10.70 บาท 

กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้น STA และ STGT  โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากภาวะอุปทานยางพาราที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะผลผลิตจากไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผู้บริหารบริษัทในงานสัมมนาที่จัดร่วมกับโบรกเกอร์สำหรับนักลงทุนสถาบัน

สำหรับแนวโน้มผลผลิตยางธรรมชาติของไทย คาดว่าจะลดลงประมาณ 5-10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อุปทานในตลาดยังอยู่ในภาวะตึงตัว และเป็นปัจจัยสนับสนุนราคายางพาราให้มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4/2569

นอกจากนี้ เกณฑ์มาตรฐาน European Union Deforestation Regulation (EUDR) ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนยอดขายยางพาราที่ผ่านมาตรฐาน โดยเริ่มเห็นคำสั่งซื้อและยอดขายเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 และคาดว่าจะมีความต่อเนื่องในไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการขายให้กับผู้ประกอบการที่สามารถผลิตสินค้าตามมาตรฐานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบผลกระทบต่อ STA และ STGT พบว่า STA มีความได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปริมาณการขายยางที่ผ่านมาตรฐาน EUDR ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ STGT แม้ราคาขายถุงมือยางยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำยาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตถุงมือยาง ทำให้ประโยชน์จากราคาขายที่อยู่ในระดับสูงถูกหักล้างบางส่วนด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน มองว่า STA มีความน่าสนใจและแนวโน้มสดใสมากกว่า STGT จากการได้รับประโยชน์จากทิศทางราคายางขาขึ้นโดยตรง ขณะที่ไม่ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบในลักษณะเดียวกับธุรกิจถุงมือยาง

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุนในกลุ่มยางพารา จึงให้น้ำหนักไปที่ STA มากกว่า STGT เนื่องจากมีโอกาสได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานยางพาราที่ตึงตัวและราคายางที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ชัดเจนกว่า

หุ้น STA-STGT บวกแพ็กคู่ 3.88%  รับอานิสงส์ยางพาราขาดตลาด

หุ้น STA-STGT บวกแพ็กคู่ 3.88%  รับอานิสงส์ยางพาราขาดตลาด