ดัชนี S&P 500 ปิดเหนือระดับ 7,800 ครั้งแรก หนุนโดยหุ้นเทคฯ และบอนด์ยีลด์ที่ย่อตัวลง นักลงทุนมองภาคธุรกิจสหรัฐจะสามารถผ่านแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน-ดอกเบี้ยสูงได้
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดระหว่างวันครั้งใหม่ในวันอังคาร (6 ต.ค. 69) ได้แรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.58% ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 7,818.93 จุด ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average บวก 253.38 จุด หรือ 0.49% ปิดที่ 51,521.28 จุด ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.45% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 27,599.79 จุด โดยระหว่างวันดัชนี Nasdaq ก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน
- หุ้นชิปพุ่ง ขับเคลื่อนตลาด
การปรับขึ้นของตลาดได้แรงหนุนจากหุ้นผู้ผลิตชิป โดยหุ้น Marvell Technology พุ่ง 5.8% และหุ้น Advanced Micro Devices (AMD) เพิ่มขึ้นเกือบ 3% จากมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มธุรกิจ ขณะที่หุ้น Broadcom ปรับขึ้น 3.7%
สตีเฟน โคลาโน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Integrated Financial Partners กล่าวว่า “ทุกคนมองว่าตลาดกำลังขึ้น และ AI คือจุดที่ต้องเข้าไปอยู่” พร้อมระบุว่านักลงทุนกำลัง “มองข้ามความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในตอนนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับน้ำมัน ดีเซล ฯลฯ มองกันว่า ‘โอเค เรื่องนี้มีโอกาสจะถูกแก้ไขได้ในอนาคต’”
- ราคาน้ำมันทรงตัว
ราคาน้ำมันปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.26% มาปิดที่ 100.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ขยับขึ้นเพียง 0.01% ปิดที่ 89.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โคลาโนยังกล่าวว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน “โดยพื้นฐานแล้วอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น” โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ลดลง 3 จุดเบซิสพอยต์ สู่ระดับ 5.281% ขณะที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปีแทบไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 5.655% โดยทั้งสองอัตราเพิ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
“นักลงทุนกำลังมองหาว่า ตรงไหนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกลามของปัญหาที่อาจแพร่กระจายออกไป แต่ตอนนี้ทุกอย่างยังถูกควบคุมอยู่ และภาพรวมยังถูกขับเคลื่อนโดยโมเมนตัม การเติบโตของกำไร และการลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ด้านปัญญาประดิษฐ์” เขากล่าวเสริม
ขณะนี้นักค้าหุ้นกำลังจับตารายงานการประชุมเดือนกันยายนของเฟดที่จะเผยแพร่ในวันพุธ ซึ่งอาจให้เบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของผู้กำหนดนโยบาย
บลูมเบิร์ก รายงานว่า นักลงทุนในวอลล์สตรีทผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางการเดิมพันเพิ่มขึ้นว่า ภาคธุรกิจสหรัฐ จะสามารถประคองตัวผ่านแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงได้
หนึ่งสัปดาห์ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ดัชนี S&P 500 ทำสถิติสูงสุดครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หนุนความเชื่อมั่น โดยมูลค่าตลาดของ Nvidia เข้าใกล้ระดับ 6 ล้านล้านดอลลาร์ ลิซ่า ซู แห่ง AMD คาดการณ์ว่า ความต้องการชิปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะอยู่ในระดับ “สูงมาก” ขณะที่ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับลงจากระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2002
คายล์ ร็อดดา จาก Capital.com ระบุว่า แม้นักลงทุนจะให้ความสนใจกับทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกและพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยที่พูดถึงกันน้อยกว่าคือ ความคาดหวังต่อกำไรที่แข็งแกร่ง
อุลริเคอ ฮอฟฟ์มันน์‑บูร์คาร์ดี จาก UBS Chief Investment Office กล่าวว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเอื้อต่อรายได้และกำไรของบริษัทต่าง ๆ สภาพแวดล้อมการเติบโตที่เอื้ออำนวยและกำไรที่แข็งแรง บ่งชี้ว่า การเติบโตของกำไรอาจขยายออกไปนอกกลุ่มเทคโนโลยีได้”
นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาสสามจะเพิ่มขึ้นราว 25% จากปีก่อน ตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence
ทีมนักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs นำโดย เบน สไนเดอร์ เขียนในรายงานล่าสุดว่า “ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุดยังคงแข็งแรง และทิศทางการปรับประมาณการกำไรของหุ้นใน S&P 500 ยังคงเป็นบวก เราคาดว่าบริษัทส่วนใหญ่จะสามารถรายงานกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดอีกครั้งในไตรมาสนี้”
แอนโทนี ซักลิมเบเน จาก Ameriprise ระบุว่า ในอดีต ตลาดหุ้นมักยืนระยะได้ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ตราบใดที่เศรษฐกิจและกำไรยังเติบโต
เขากล่าวว่า “ราคาหุ้นยังมีช่องให้ปรับขึ้นต่อได้ หากแนวโน้มการเติบโตและกำไรในปี 2027 ยังแข็งแรง ราคาพลังงานทรงตัวหรือปรับลดลง และเฟดส่งสัญญาณว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อ แน่นอนว่า การที่ราคาหุ้นจะขยับขึ้นไปได้จนถึงสิ้นปี น่าจะต้องอาศัยกระแสลงทุนด้าน AI ที่ต่อเนื่องด้วย”
ทิฟฟานี ไวลดิง และแอนดรูว์ บอลส์ จาก PIMCO ระบุว่า ท่ามกลางการแบ่งขั้วด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ยังสามารถรับมือกับราคาพลังงานและภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นได้ดีกว่าที่คาด
ทั้งคู่ระบุว่า “วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ที่กำลังเฟื่องฟู ความสามารถของผู้บริโภคและจีนในการรับต้นทุนที่สูงขึ้น และแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปของธนาคารกลางต่าง ๆ อาจช่วยพยุงการเติบโตไปพร้อม ๆ กับควบคุมเงินเฟ้อได้”





