วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อคลอดดัชนีร่วม ‘ไทย-จีน’ ตลท.-เฟทโก้ ปั้นโมเดล เชื่อมโยงลงทุนผ่านกอง ETF

“ตลาดทุนไทย” เร่งสานต่อความสำเร็จจากงาน “ไทยแลนด์โฟกัส 2026” หลังเป็นหมุดหมายสำคัญดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก “ตลท.” กางแผนยุทธศาสตร์ผนึกกำลัง “ตลาดทุนจีน” ลุยสร้างดัชนีร่วมเชื่อมการลงทุนผ่าน “กองทุนอีทีเอฟ” หวังเปิดประตูรับสภาพคล่องระลอกใหม่ “เฟทโก้” ชงโมเดลเชื่อมการลงทุนผ่าน “อีทีเอฟ ฮ่องกง” เน้นหุ้นบิ๊กแคป 20-30 ตัว ยกเป็นจุดเริ่มต้นสร้างการรับรู้ เพิ่มสภาพคล่อง เตรียมพร้อมไปสู่การออก “กองทุนไทยแลนด์อีทีเอฟ” โดยตรง

KEY POINTS

  • ตลท. และเฟทโก้มีแผนจัดทำ "ดัชนีร่วม" กับตลาดทุนจีน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติผ่านกองทุน ETF
  • โมเดลดัชนีดังกล่าวจะประกอบด้วยหุ้นจีนในสัดส่วน 60% และหุ้นในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทย 40%
  • กองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนีร่วมนี้อาจต้องจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เพื่อเป็นช่องทางให้นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่ถูกคัดเลือก
  • เป้าหมายหลักของโครงการคือเพื่อสร้างการรับรู้ (Awareness) เกี่ยวกับหุ้นไทย และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุนไทย

เมื่อช่วงเดือนส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้จัดงาน Thailand Focus 2026 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และนับเป็นหมุดหมายสำคัญใน “การดึงดูดความสนใจ” จากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเดินหน้าสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก อย่าง IMF และ World Bank ในช่วงเดือนต.ค. 2569 นี้ 

โดยเป้าหมายตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งขับเคลื่อน “ตลาดทุนไทย” ผ่านการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งการเชื่อมโยงตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ร่วมกับสิงคโปร์ การวางมาตรฐาน ESG ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และล่าสุดคือ การเปิดเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือกับ “ตลาดทุนจีน”

จ่อคลอดดัชนีร่วม ‘ไทย-จีน’ ตลท.-เฟทโก้ ปั้นโมเดล เชื่อมโยงลงทุนผ่านกอง ETF

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงแนวคิดการพัฒนาความร่วมมือกับตลาดทุนจีน ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนจัดทำ “ดัชนีร่วม” (Joint Index) โดยผนึกกำลังกับจีนในสัดส่วนการลงทุนจีน สัดส่วน 60% และอาเซียนรวมไทย สัดส่วน 40% เป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการมุ่งดึงดูด “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ผ่าน “กองทุน ETF”

อย่างไรก็ดี นายอัสสเดช ย้ำว่าสำหรับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเพียง “สะพานเชื่อมโอกาส” และหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้อย่างยั่งยืน แต่ทว่ายังคงต้องย้อนกลับสู่ “ปัจจัยพื้นฐาน” (Fundamental) เป็นหลัก โดยภาพรวมของเศรษฐกิจไทยต้องขยายตัวได้จริงตามนโยบายที่วางไว้ และบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ต้องสามารถส่งมอบผลประกอบการ (Performance) ได้ตรงตามเป้าหมาย เนื่องจากนักลงทุนต้องการเห็นการเติบโตผ่าน “ตัวเลขการลงทุนจริง” ซึ่งจะเป็นปัจจัยตัดสินว่าตลาดทุนไทยจะยังคงเป็น “จุดหมายปลายทาง” ในการลงทุนที่ยั่งยืนได้หรือไม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ให้มุมมองความเห็นต่อโมเดลการจัดทำ Exchange ร่วมและการสร้างดัชนีราคาหุ้น (Index) ขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนเป็น “หุ้นจีน” สัดส่วน 60% และ “หุ้นภูมิภาคอาเซียนรวมถึงหุ้นไทย” สัดส่วน 40% ถือว่า “เป็นจุดเริ่มต้นได้” เนื่องจากทางการของจีนยังคงมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมเงินทุนไหลออกนอกประเทศ 

โดยยกตัวอย่าง กลไกดังกล่าวจึงกำหนดให้นำดัชนีร่วมนี้ไปออกเป็น “กองทุน ETF” อาจจำเป็นต้องไปจดทะเบียน (List) ในตลาดหุ้นฮ่องกงเพื่อใช้เป็นช่องทางในการซื้อขายของนักลงทุนจีน 

สำหรับ “หุ้นไทย” ที่จะถูกคัดเลือกเข้าไปอยู่ในกองทุน ETF ดังกล่าว คาดว่าจะเน้น “กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่” (Big Cap) ที่มีความมั่นคงระดับสูงก่อน เช่น กลุ่ม SET 20 หรือ SET 30 ซึ่งประโยชน์หลักในระยะแรกคือ “การสร้าความรับรู้” (Awareness) เนื่องจากนักลงทุนจีนส่วนใหญ่ ยังไม่รู้จักหุ้นไทยเป็นรายตัว โดยเมื่อมีผู้ซื้อกอง ETF บริษัทบริหารจัดการกองทุน (บลจ.) ในฮ่องกง ก็จะต้องเข้ามาไล่ซื้อหุ้นไทยตามน้ำหนักดัชนี ซึ่งจะช่วยเติม “สภาพคล่อง” ให้กับตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม มองว่าหากโมเดลนี้ได้รับการตอบรับระดับที่ดี ในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่ “การออกกองทุน Thailand ETF” โดยตรงให้กับนักลงทุนจีนให้สามารถเข้ามาลงทุนได้ ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หากทางการของจีนเปิดเสรีเงินทุนไหลออกมากขึ้นในอนาคต

“นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต่างชาติเริ่มรู้จักหุ้นไทย แน่นอนในดัชนีนี้คงมีหุ้นไทยในสัดส่วนไม่มาก ด้วยเพราะเราก็ต้องไปแชร์กับตลาดอาเซียน แต่ยังดีกว่าไม่มีเลย ถือว่าให้เริ่มเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีก่อน แล้วถ้าเริ่มส่งผลในวันหลังเราอาจจะสามารถออกเป็น ETF Thailand เลยก็ได้ให้กับนักลงทุนจีนมาลงทุน”

พร้อมกันนี้ “นายไพบูลย์” ยังให้มุมมองถึงอนาคตของตลาดทุนไทย โดยย้ำว่าต้องเดินหน้าควบคู่กันไปทั้งสองทางคือ การรุกเปิดประตูเชื่อมต่อกับตลาดทุนต่างประเทศ อย่าง “จีน” ผ่านกลไกกองทุน ETF เพื่อสร้างการรับรู้ และดึงสภาพคล่อง และ พร้อมไปกับการปฏิรูปโครงสร้างการออมภายในประเทศอย่างจริงจัง ผ่านนโยบายการออมภาคบังคับ (Force Saving) พร้อมดึงประชาชน 40 ล้านคน เข้าสู่ระบบการลงทุน “ความเสี่ยงต่ำ” เพื่อเป็นฐานเงินทุนที่มีความมั่นคงยั่งยืนรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต