วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดบวก 4.83 จุด โบรกเผยแกว่ง Sideways ขาดปัจจัยใหม่หนุน จับตา Bond Yield-ราคาน้ำมัน

หุ้นไทยปิดบวก 4.83 จุด โบรกฯ มองยังแกว่ง Sideways และ Upside จำกัด เหตุ Bond Yield สหรัฐฯ ทรงตัวสูง จับตาราคาน้ำมันหากยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดันตลาดต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 4.83 จุด มาอยู่ที่ 1,576.45 จุด แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideways) และมี Upside ค่อนข้างจำกัด
  • ตลาดขาดปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยการปรับขึ้นของหุ้นยังกระจุกตัวในบางกลุ่ม เช่น อิเล็กทรอนิกส์
  • ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวได้จำกัด
  • ปัจจัยที่ต้องจับตาคือทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งหากยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ Bond Yield ปรับลงได้ยากและเป็นตัวจำกัดการฟื้นตัวของตลาดหุ้น

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (5 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,576.45 จุด บวก 4.83 จุด หรือ 0.31% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,582.90 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,568.61 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 55,047.95 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. DELTA ราคาปิด 265.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.53% มูลค่าการซื้อขาย 5,281.37 ล้านบาท

2. PTT ราคาปิด 41.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 3,024.56 ล้านบาท

3. GULF ราคาปิด 59.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.84% มูลค่าการซื้อขาย 2,474.49 ล้านบาท

4. KBANK ราคาปิด 236.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,109.45 ล้านบาท

5. TRUE ราคาปิด 12.90 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,920.24 ล้านบาท

หุ้นไทยปิดบวก 4.83 จุด โบรกเผยแกว่ง Sideways ขาดปัจจัยใหม่หนุน จับตา Bond Yield-ราคาน้ำมัน

วีระวัฒน์  วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีการเคลื่อนไหวในแดนบวกได้ดีในช่วงเช้าตามที่ประเมินไว้ ก่อนจะมีแรงขายกดดันให้ดัชนีย่อตัวลงระหว่างวัน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดปรับขึ้นได้เพียงเล็กน้อย และมี Upside ค่อนข้างจำกัด

ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันสำคัญยังมาจาก Bond Yield สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาจะทำให้ Bond Yield ย่อตัวลงในช่วงสั้น ๆ แต่หลังจากนั้นกลับปรับขึ้นสู่ระดับเดิม ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว

ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของหุ้นในช่วงเช้าตลาดยังค่อนข้างกระจุกตัว โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอื่น ๆ เคลื่อนไหวแบบผสมผสาน สะท้อนภาพตลาดที่ยังขาดปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาผลักดันการฟื้นตัวอย่างชัดเจน

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ แม้ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม แต่ทว่าปัจจุบันยังไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณว่าปัญหาจะทวีความรุนแรงหรือขยายวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จึงยังไม่เห็นแรงเทขายหุ้นเพื่อตอบรับปัจจัยดังกล่าวอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ปัจจัยที่กดดันตลาดในระยะสั้นยังเป็นเรื่องจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกระแสเงินทุนไหลออก และระดับ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะสร้างฐานมากกว่าการปรับตัวขึ้นแรง

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า ในสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวออกด้านข้าง หรือ Sideways เนื่องจากไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจำนวนมาก โดยนักลงทุนควรติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทย (CPI) ดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ  ซึ่งจะช่วยสะท้อนมุมมองของเฟดต่อทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันยังยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงได้ยาก และเป็นปัจจัยที่จำกัดการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโดยรวม

ส่วนด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นเลือกหุ้นที่ยังมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าและได้รับประโยชน์จากปัจจัยเฉพาะตัว โดย กลุ่ม Commodity มีความน่าสนใจหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มธนาคาร ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่วน กลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกกลุ่มที่มีแรงซื้อกระจุกตัวและยังน่าสนใจในภาวะตลาดที่ Upside โดยรวมค่อนข้างจำกัด