หุ้นไทยปิดบวก 4.83 จุด โบรกฯ มองยังแกว่ง Sideways และ Upside จำกัด เหตุ Bond Yield สหรัฐฯ ทรงตัวสูง จับตาราคาน้ำมันหากยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดันตลาดต่อเนื่อง
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 4.83 จุด มาอยู่ที่ 1,576.45 จุด แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideways) และมี Upside ค่อนข้างจำกัด
- ตลาดขาดปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยการปรับขึ้นของหุ้นยังกระจุกตัวในบางกลุ่ม เช่น อิเล็กทรอนิกส์
- ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวได้จำกัด
- ปัจจัยที่ต้องจับตาคือทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งหากยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ Bond Yield ปรับลงได้ยากและเป็นตัวจำกัดการฟื้นตัวของตลาดหุ้น
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (5 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,576.45 จุด บวก 4.83 จุด หรือ 0.31% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,582.90 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,568.61 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 55,047.95 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 265.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.53% มูลค่าการซื้อขาย 5,281.37 ล้านบาท
2. PTT ราคาปิด 41.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 3,024.56 ล้านบาท
3. GULF ราคาปิด 59.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.84% มูลค่าการซื้อขาย 2,474.49 ล้านบาท
4. KBANK ราคาปิด 236.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,109.45 ล้านบาท
5. TRUE ราคาปิด 12.90 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,920.24 ล้านบาท
วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีการเคลื่อนไหวในแดนบวกได้ดีในช่วงเช้าตามที่ประเมินไว้ ก่อนจะมีแรงขายกดดันให้ดัชนีย่อตัวลงระหว่างวัน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดปรับขึ้นได้เพียงเล็กน้อย และมี Upside ค่อนข้างจำกัด
ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันสำคัญยังมาจาก Bond Yield สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาจะทำให้ Bond Yield ย่อตัวลงในช่วงสั้น ๆ แต่หลังจากนั้นกลับปรับขึ้นสู่ระดับเดิม ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของหุ้นในช่วงเช้าตลาดยังค่อนข้างกระจุกตัว โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอื่น ๆ เคลื่อนไหวแบบผสมผสาน สะท้อนภาพตลาดที่ยังขาดปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาผลักดันการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ แม้ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม แต่ทว่าปัจจุบันยังไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณว่าปัญหาจะทวีความรุนแรงหรือขยายวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จึงยังไม่เห็นแรงเทขายหุ้นเพื่อตอบรับปัจจัยดังกล่าวอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่กดดันตลาดในระยะสั้นยังเป็นเรื่องจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกระแสเงินทุนไหลออก และระดับ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะสร้างฐานมากกว่าการปรับตัวขึ้นแรง
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า ในสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวออกด้านข้าง หรือ Sideways เนื่องจากไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจำนวนมาก โดยนักลงทุนควรติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทย (CPI) ดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยสะท้อนมุมมองของเฟดต่อทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันยังยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงได้ยาก และเป็นปัจจัยที่จำกัดการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโดยรวม
ส่วนด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นเลือกหุ้นที่ยังมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าและได้รับประโยชน์จากปัจจัยเฉพาะตัว โดย กลุ่ม Commodity มีความน่าสนใจหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มธนาคาร ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่วน กลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกกลุ่มที่มีแรงซื้อกระจุกตัวและยังน่าสนใจในภาวะตลาดที่ Upside โดยรวมค่อนข้างจำกัด




