หุ้นไทยปิดร่วง 35.29 จุด โบรกชี้ นักลงทุนผวาน้ำท่วมระลอก 2 กดดันเศรษฐกิจ-คุณภาพสินทรัพย์ แรงขายแบงก์นำตลาด ขณะจับตา PCE-จ้างงานสหรัฐฯ ประเมินทิศทางดอกเบี้ย Fed
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 35.29 จุด หรือ 2.21% มาอยู่ที่ 1,559.01 จุด โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นผลจากปัจจัยกดดันภายในประเทศเป็นหลัก
- นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะการระบายน้ำระลอก 2 สู่ภาคกลางตอนล่าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
- หุ้นกลุ่มธนาคารถูกเทขายอย่างหนัก จากความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์และหนี้เสีย (NPL) ที่อาจเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของน้ำท่วม รวมถึงคาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 3/2569 จะชะลอตัว
- ตลาดกำลังจับตาปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ (PCE) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทิศทางตลาดในอนาคต
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (30 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,559.01 จุด ร่วง 35.29 จุด หรือ 2.21% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,599.87 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,556.75 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 121,003.03 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 258.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.53% มูลค่าการซื้อขาย 12,805.53 ล้านบาท
2. KBANK ราคาปิด 234.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 3.31% มูลค่าการซื้อขาย 10,759.01 ล้านบาท
3. KTB ราคาปิด 41.00 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ 5.20% มูลค่าการซื้อขาย 10,010.67 ล้านบาท
4. PTT ราคาปิด 40.75 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.98% มูลค่าการซื้อขาย 8,654.69 ล้านบาท
5. KCE ราคาปิด 76.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 1.33% มูลค่าการซื้อขาย 5,366.07 ล้านบาท
วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงในลักษณะ Sideway Down โดยระหว่างวันดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 1,556 จุด จากก่อนหน้านี้ที่เคลื่อนไหวบริเวณ 1,600 จุด สะท้อนแรงกดดันที่ค่อนข้างหนัก ขณะที่ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียและดาวโจนส์ฟิวเจอร์สส่วนใหญ่ยังอยู่ในแดนบวก สะท้อนว่าปัจจัยกดดันหลักมาจากภายในประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลสถานการณ์น้ำท่วม โดยตลาดจับตาการระบายน้ำระลอก 2 ลงสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง รวมถึงโอกาสเกิดฝนตกซ้ำและความไม่แน่นอนของจังหวะการระบายน้ำ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
นอกจากนี้ แรงขายในกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีน้ำหนักมากและมีปริมาณการซื้อขายสูง โดยมีทั้งความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์และ NPL จากผลกระทบของน้ำท่วม รวมถึงภาระการเข้าไปช่วยเหลือลูกค้า ขณะที่คาดว่ากำไรกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/2569 จะชะลอตัวทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน
"แรงขายยังมาจากการทำกำไร หลังราคาหุ้นธนาคารปรับตัวขึ้นมาช่วยพยุงตลาดก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ระดับ Valuation หรือ PBV ขยับขึ้นมาใกล้ 1 เท่า จึงเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้น"
สำหรับ Fund Flow ต่างชาติ ยังคงเป็นอีกปัจจัยกดดัน โดยในเดือนส.ค.-ก.ย. 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ยเดือนละประมาณ 20,000 ล้านบาท รวมเกือบ 40,000 ล้านบาท ในช่วง 2 เดือน ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีที่เคยอยู่ระดับประมาณ 70,000 ล้านบาท ลดลงเหลือราว 30,000 ล้านบาท
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ตลาดยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ PCE และ Core PCE รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 80,000 ตำแหน่ง หากตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่ร้อนแรงเกินไป อาจช่วยลดแรงกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และเปิดโอกาสให้ตลาดเกิดแรงรีบาวด์
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังเคลื่อนไหวบริเวณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยหากราคาน้ำมันปรับตัวลง จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อนโยบายการเงิน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 5-10 ปี ซึ่งปรับขึ้นมาอยู่ระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ยังไม่น่ารุนแรงเท่ากับปี 2554 โดยสิ่งที่ต้องติดตามคงหนีไม่พ้นการระบายน้ำว่าจะเป็นไปตามลำดับหรือไม่ รวมถึงต้องไม่กระทบพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และนิคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ผลกระทบต่อตลาดจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
ทั้งนี้ ตลาดได้รับรู้ปัจจัยลบจากสถานการณ์น้ำท่วมไปบางส่วนแล้ว หลังดัชนีปรับตัวลงจากบริเวณ 1,600 จุด สู่โซน 1,560 จุด จึงมองว่าระยะสั้นตลาดมีโอกาสแกว่งตัวออกข้างหรือรีบาวด์ หลังราคาหุ้นสะท้อนข่าวลบไปในระดับหนึ่ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองกรอบ 1,550-1,560 จุด เป็นโซนที่นักลงทุนที่มีเงินสดสามารถใช้เป็นจังหวะตั้งรับเพื่อรอการรีบาวด์ โดยเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งมากกว่าการเลือกจาก Valuation ที่ถูกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหุ้นที่ราคาถูกแต่กำไรไม่เติบโตอาจไม่มีปัจจัยผลักดันราคา ขณะที่หุ้นที่มีกำไรเติบโตดี แม้ Valuation สูงกว่าเล็กน้อย ยังมีโอกาสได้รับความสนใจจากตลาด
โดยกลุ่มที่แนะนำให้ติดตาม ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมองว่าแนวโน้มกำไรในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ายังมีโอกาสเติบโตในระดับสูง และการปรับตัวลงตามภาวะตลาดอาจช่วยให้ Valuation กลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น เปิดโอกาสสำหรับการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี





