ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วง 31.47 จุด หรือ 1.97% แตะ 1,562.83 จุด หลังแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ “KBANK-KTB” กดดันตลาด ขณะที่โบรกฯ ชี้ Fund Flow ต่างชาติไหลออกช่วง 2 เดือนราว 4 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางกังวล EPS ตลาดผ่านจุดสูงสุดและอาจถูกปรับลดประมาณการปีหน้า
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าร่วงลง 31.47 จุด (1.97%) มาอยู่ที่ระดับ 1,562.83 จุด โดยมีแรงขายกระจายในหุ้นขนาดใหญ่
- หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักและนำตลาดปรับตัวลง โดย KBANK และ KTB มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดและราคาลดลงกว่า 4%
- โบรกเกอร์เตือนถึงกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ส.ค.-ก.ย.) แล้วประมาณ 40,000 ล้านบาท
- ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากแนวโน้มกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่คาดว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และอาจถูกปรับลดลงในปีหน้า
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (30 ก.ย.2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,562.83 จุด ปรับตัวลดลง 31.47 จุด หรือ 1.97% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,599.87 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,560.45 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 68,518.58 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
KBANK ราคาปิด 232.00 บาท ลดลง 10.00 บาท หรือ 4.13% มูลค่าซื้อขาย 6,884.70 ล้านบาท
KTB ราคาปิด 41.25 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 4.62% มูลค่าซื้อขาย 6,427.64 ล้านบาท
DELTA ราคาปิด 254.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 3.05% มูลค่าซื้อขาย 6,170.40 ล้านบาท
PTT ราคาปิด 41.25 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.79% มูลค่าซื้อขาย 5,038.74 ล้านบาท
KCE ราคาปิด 75.00 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.33% มูลค่าซื้อขาย 3,410.39 ล้านบาท
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีปรับตัวลดลงราว 31 จุด หรือประมาณ 1.8% จากแรงขายที่ออกมาค่อนข้างรุนแรง โดยแรงขายกระจายตัวในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET50 และ MSCI Thailand นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวลงแรง
สำหรับปัจจัยที่กดดันตลาด ประเด็นแรกมาจากแนวโน้มการปรับประมาณการกำไรตลาด หรือ EPS ที่เริ่มมีข้อจำกัด โดยมองว่ากำไรต่อหุ้นของตลาดน่าจะผ่านจุดสูงสุดของรอบการปรับประมาณการขึ้นมาแล้วบริเวณ 110 บาท จากก่อนหน้านี้ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับช่วง 90 บาท
ทั้งนี้ บล.ประเมิน EPS ตลาดสำหรับปีหน้าไว้ที่ประมาณ 105 บาท ลดลงราว 5% จากปีนี้ ขณะที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้สูงกว่าที่ระดับประมาณ 115 บาท ซึ่งส่วนต่างของประมาณการดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากสมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่แตกต่างกัน
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามมาจากทิศทาง Fund Flow ในภูมิภาค โดยเฉพาะโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา MSCI Indonesia ถูกลดน้ำหนักจากเกือบ 2% ลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.5% ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซียราว 400–500 ล้านดอลลาร์ และบางส่วนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย
ขณะที่ ช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ต้องติดตามความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ Free Float รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายในอินโดนีเซีย หลังมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและทิศทางการจัดสรรเงินลงทุนในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม หากอินโดนีเซียสามารถแก้ไขประเด็นดังกล่าวได้สำเร็จ มีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนบางส่วนจะเกิดการ Relocation หรือไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เนื่องจากระดับ Valuation ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียซื้อขายที่ P/E ประมาณ 9 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศอื่นในอาเซียนอยู่ที่ราว 12–16 เท่า
สำหรับกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นไทย ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.2569 ถือเป็นช่วงที่มีแรงขายออกมาค่อนข้างมาก โดย Fund Flow ในช่วง 2 เดือนดังกล่าวติดลบราว 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากมองตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน กระแสเงินทุนสะสมยังคงเป็นบวกประมาณ 35,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป ประเมินว่า SET Index ยังไม่น่าจะจบรอบการปรับตัวขึ้น แม้ระยะสั้นตลาดจะเผชิญแรงขายและความผันผวน โดยมองการปรับฐานลงมายังเป็นโอกาสสำหรับการทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้น
"ประเมินแนวรับแรกของดัชนีไว้ที่บริเวณ 1,565 จุด หากหลุดระดับดังกล่าว มีแนวรับสำคัญถัดไปที่ 1,520 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สามารถพิจารณาใช้เป็นจังหวะในการทยอยสะสมหุ้น โดยปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้นมี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวโน้มกำไรตลาดที่อาจเข้าใกล้จุดสูงสุดบริเวณ EPS 110 บาทต่อหุ้น และทิศทางของ MSCI Indonesia ซึ่งอาจมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาค"
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หาก SET Index ปรับตัวลงมาใกล้แนวรับบริเวณ 1,565 จุด หรือ 1,520 จุด หุ้นที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม ได้แก่ หุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ KTB และ KKP หลังราคาปรับตัวลงมาในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ โดยมี STECON เป็นหุ้นเด่น
ส่วนหุ้นรายตัว DELTA รอจังหวะการอ่อนตัวลงมาบริเวณ 250 บาท ขณะที่ BEM มองแนวรับบริเวณ 6 บาท เพื่อใช้เป็นจุดพิจารณาเข้าซื้อสะสม โดยกลยุทธ์โดยรวมยังเน้นการรอจังหวะตลาดอ่อนตัวและทยอยสะสมหุ้นบริเวณแนวรับสำคัญ มากกว่าการเร่งเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน





