วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยเช้านี้ดิ่ง 23.02 จุด แรงขายกลุ่มแบงก์ฉุดตลาด โบรกชี้กำไร Q3/69 ลด 11% แนะเลี่ยงระยะสั้น

ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วง 23.02 จุด โบรกเผย หลังแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารกดดันตลาด นักลงทุนกังวลกำไรไตรมาส 3/69 มีแนวโน้มลดลง 11% YoY แม้กำไรหลักยังเติบโต ขณะที่ราคาหุ้นรับปัจจัยบวกไปมากแล้ว แนะชะลอลงทุนระยะสั้น

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 30 ก.ย. 2569 ปรับตัวลดลง 23.02 จุด โดยมีแรงขายหลักในหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นปัจจัยฉุดตลาด
  • สาเหตุของแรงขายมาจากนักลงทุนชิงขายทำกำไรหลัง บล.บัวหลวงคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/69 จะลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)
  • ปัจจัยกดดันกำไรกลุ่มธนาคารมาจากฐานกำไรที่สูงในปีก่อน และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลง แม้กำไรหลักยังโตได้ 5%
  • นักวิเคราะห์แนะนำให้ "หลีกเลี่ยง" การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารในระยะสั้น เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้นมารับข่าวบวกไปมากแล้ว และยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 30 ก.ย. 2569 ปรับลงหนัก 23.02 จุด หรือ 1.44% อยู่ที่ 1,571.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,954.36 ล้านบาท
 

หุ้นไทยเช้านี้ดิ่ง 23.02 จุด แรงขายกลุ่มแบงก์ฉุดตลาด โบรกชี้กำไร Q3/69 ลด 11% แนะเลี่ยงระยะสั้น

ภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าปรับตัวลดลงแรงราว 23 จุด โดยมีแรงขายหลักจากหุ้นกลุ่มธนาคาร ขณะที่หุ้น DELTA แม้มีแรงขายออกมาบ้าง แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยกดดันตลาดในระดับเดียวกับกลุ่มธนาคาร
 

สำหรับแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคาร มาจากการ Sell on Fact และ Sell on Preview ผลประกอบการ โดย บล.บัวหลวงประเมินว่า กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารโดยรวมมีแนวโน้มลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คาดว่าจะทรงตัว

ทั้งนี้ การลดลงของกำไรสุทธิเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานกำไรที่สูงในปีก่อน ซึ่งมีรายการกำไรจากการ Mark to Market ค่อนข้างมาก ขณะที่ปีนี้ไม่มีรายการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะกำไรหลักคาดว่ายังเติบโตได้ประมาณ 5% YoY

ขณะเดียวกัน ปัจจัยกดดันสำคัญของกลุ่มธนาคารในรอบนี้มาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ซึ่งทยอยได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการปรับสัญญาต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่า NIM ใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสเริ่มทรงตัวในช่วงต้นปี ทำให้แรงกดดันจากประเด็นดังกล่าวน่าจะทยอยลดลง

อย่างไรก็ตาม แม้กำไรหลักของกลุ่มธนาคารยังมีแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะธุรกิจกองทุนและหลักทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภาวะตลาดทุนที่ดีขึ้น แต่ราคาหุ้นธนาคารปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก จนหลายตัวซื้อขายใกล้ระดับประมาณ 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี

และเมื่อราคาหุ้นปรับขึ้นมามาก ขณะที่กำไรสุทธิยังมีทิศทางลดลง ทำให้ Upside ของราคาหุ้นเริ่มจำกัด และเกิดแรงขายทำกำไร รวมถึงการ Rotation ไปยังกลุ่มลงทุนอื่น ประกอบกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุนราคาหุ้นกลุ่มธนาคารในระยะสั้น

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วม มองว่าไม่ใช่สาเหตุหลักของแรงขายหุ้นธนาคาร แม้อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และการดำเนินงานบางส่วน แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มธนาคารไปก่อน เนื่องจากราคาหุ้นรับรู้ปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่จังหวะกลับเข้าลงทุนอาจเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ช่วงปลายปีเป็นต้นไป หรือใกล้เข้าสู่ฤดูกาลประกาศจ่ายเงินปันผลรอบถัดไป ซึ่งอาจเป็นช่วงที่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุนกลุ่มธนาคารมากขึ้น