อย.คุมเข้มยา GLP-1 ผลักดันผู้ใช้เข้าสู่ระบบการรักษามากขึ้น โบรกมองบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนจากโอกาสเพิ่มรายได้ทั้งค่ายาและบริการต่อเนื่อง ชู BDMS-PR9 รับกระแสตลาดดูแลน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิกเติบโต พร้อมคงน้ำหนักกลุ่ม “มากกว่าตลาด”
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์มองว่าการที่ อย. ยกระดับยา GLP-1 เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องจ่ายตามใบสั่งแพทย์ จะผลักดันให้ผู้ใช้ยาเข้าสู่ระบบการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น
- มาตรการคุมเข้มนี้ถือเป็นผลบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากจะช่วยเพิ่มรายได้ทั้งจากการจำหน่ายยา และบริการต่อเนื่อง เช่น ค่าพบแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการดูแลโรคร่วม
- บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่า BDMS และ PR9 เป็นหุ้นโรงพยาบาลที่มีโอกาสได้รับประโยชน์เด่นชัดจากแนวโน้มตลาดการดูแลน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิกที่กำลังเติบโต
- โบรกเกอร์คงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาล "มากกว่าตลาด" โดยมองว่าธีม GLP-1 เป็นโอกาสในการขยายฐานผู้ป่วยและสร้างรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว
GLP-1 ยารักษาเบาหวานและควบคุมน้ำหนักเริ่มอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น หลัง อย. กำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษและต้องจ่ายตามใบสั่งแพทย์ ขณะที่นักวิเคราะห์ มองมาตรการดังกล่าวอาจช่วยให้ผู้ใช้ยาเข้าสู่ระบบการรักษามากขึ้น และเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลต่อยอดบริการดูแลน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิกในระยะยาว โดยมอง BDMS และ PR9 มีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว
ประสิทธิ์ รัตนกิจกมล, IAA, CFA, CISA ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ยากลุ่ม GLP-1 ซึ่งใช้รักษาเบาหวานชนิดที่ 2 และบางตำรับใช้ควบคุมน้ำหนักในผู้มีภาวะอ้วน ถูกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยกระดับเป็นยาควบคุมพิเศษตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2569 โดยกำหนดให้จ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ และนำระบบ Track & Trace มาใช้ติดตามการกระจายยา เพื่อลดการรั่วไหลออกนอกระบบ
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ผู้ใช้ยาเข้าสู่ระบบการรักษาที่มีแพทย์ดูแลมากขึ้น ขณะที่ Novo Nordisk เดินหน้าขยายตลาดโรคอ้วนและเบาหวาน รวมถึงการวิจัยทางคลินิกในไทย หลังลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาราว 370 ล้านบาทในช่วงปี 2562-2566 สะท้อนศักยภาพของตลาดไทยและแนวโน้มการเติบโตของ GLP-1 ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม มองว่าการกำกับดูแล GLP-1 ที่เข้มงวดขึ้นเป็น บวกเล็กน้อยต่อกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากน่าจะเป็นการเปลี่ยนช่องทางการเข้าถึงยา มากกว่าการลดลงของความต้องการใช้ยา และอาจช่วยให้ผู้ใช้เข้าสู่โรงพยาบาลและคลินิกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น
นอกจากนี้ โอกาสทางธุรกิจของโรงพยาบาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้จากการจำหน่ายยา แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ค่าพบแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การติดตามผล และการดูแลโรคร่วม เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต และโรคตับ ซึ่งช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการและรายได้ต่อผู้ป่วย
ขณะที่ในระยะกลางถึงระยะยาว มองว่า GLP-1 รวมถึงตลาดโรคอ้วนและสุขภาพเมตาบอลิก เป็นโอกาสเชิงโครงสร้างสำหรับโรงพยาบาลในการพัฒนาบริการดูแลน้ำหนักและสุขภาพแบบครบวงจร อย่างไรก็ตาม ผลต่อกำไรในระยะสั้นยังจำกัด เนื่องจากฐานรายได้ยังไม่สูง รวมถึงข้อจำกัดด้านราคายา การเข้าถึง และการแข่งขัน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส ยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาล “มากกว่าตลาด” โดยมองว่า BDMS และ PR9 มีโอกาสได้รับประโยชน์เด่นจากธีม GLP-1 ขณะที่ BH ยังได้ประโยชน์จากฐานผู้ป่วยเงินสดและลูกค้ากำลังซื้อสูง แต่คาดว่าประโยชน์เชิงปริมาณอาจน้อยกว่า BDMS และ PR9 หากตลาด GLP-1 ขยายสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง
ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” BDMS, PR9 และ BH ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 25.00 บาท 23.00 บาท และ 225.00 บาท ตามลำดับ โดยมอง GLP-1 เป็นโอกาสในการขยายฐานผู้ป่วย เพิ่มรายได้ต่อผู้ป่วย และสร้างรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าจะเป็นปัจจัยเร่งกำไรในระยะสั้น





