น้ำท่วมกระทบกลุ่มธนาคาร-ไฟแนนซ์จำกัด คาด NPL และสำรองเพิ่มเล็กน้อย โดยกลุ่มนอนแบงก์เสี่ยงสูงกว่าจากพอร์ตลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อรถยนต์ มองเป็นปัจจัยระยะสั้น แม้มาตรการพักหนี้อาจกดดันกำไร
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมต่อกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์อยู่ในวงจำกัด และจะไม่รุนแรงเท่ากับมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากพื้นที่ประสบภัยจำกัดกว่า
- โบรกเกอร์กังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจทำให้หนี้เสีย (NPL) และการตั้งสำรองปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่มากและสามารถบริหารจัดการได้
- กลุ่มไฟแนนซ์และนอนแบงก์มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อที่เน้นลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง
- ผลกระทบจากน้ำท่วมคาดว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น โดยลูกหนี้มีโอกาสฟื้นตัวหลังได้รับเงินประกันและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่มาตรการพักชำระหนี้อาจกดดันผลประกอบการได้
สถานการณ์น้ำท่วมสร้าง “ความเสียหาย” ต่อทั้ง บ้านเรือน รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมถึงอาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของ “ลูกหนี้” บางส่วน โดยเฉพาะ “กลุ่มสินเชื่อรายย่อย” และ “ไฟแนนซ์” ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลต่อ “คุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อมีการกระจายตัว และผลกระทบมีแนวโน้มทยอยเกิดขึ้นและบริหารจัดการได้
“ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า น้ำท่วมเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท กระทบบางพื้นที่ โดยมีประกันภัยรองรับ หากฝนไม่เพิ่มคาดทยอยคลี่คลาย ขณะที่ แบงก์กระทบจำกัด จากพอร์ตสินเชื่อที่กระจายตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ยังชำระหนี้ปกติ คาดสำรองเพิ่มไม่มากและไม่รุนแรงเท่าปี 2554
ส่วน “กลุ่มไฟแนนซ์และนอนแบงก์” มีความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมมากกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อเน้นลูกค้ารายย่อยและ SME ขนาดเล็ก โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากน้ำท่วมคาดเป็นปัจจัยระยะสั้นราว 1 เดือน ก่อนทยอยฟื้นตัวหลังได้รับเงินประกัน และมีโอกาสกลับสู่ภาวะปกติปลายปีถึงปีหน้า โดย หุ้นแบงก์มีความเสี่ยงจำกัดกว่านอนแบงก์ แนะรอจังหวะอ่อนตัวทยอยสะสม ขณะที่จับตาราคาพลังงานและ Bond Yield ซึ่งมีผลต่อตลาดมากกว่า
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมต่อกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ว่า ผลกระทบต่อการตั้งสำรองและหนี้เสีย (NPL) รอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 หรือปีก่อน เนื่องจากการกระจายตัวของน้ำท่วมยังจำกัดกว่า
ทั้งนี้ สิ่งที่ตลาดกังวลมากกว่าความเสียหายโดยตรง คงหนี้ไม่พ้นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การพักชำระหนี้ ซึ่งอาจกดดันราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยคุณภาพสินทรัพย์จะยังไม่สะท้อนผลกระทบในทันที แต่จะทยอยส่งผ่านตามลำดับ เริ่มจากการเข้าสู่มาตรการพักชำระหนี้ก่อน
สำหรับกลุ่มธนาคารยังถูกกดดันจาก Fund Flow ต่างชาติและคาดกำไรไตรมาส 3 ปี 2569 ชะลอตัว ขณะที่ไม่มีปัจจัยหนุนจากเงินปันผล จึงแนะรอผลประกอบการไตรมาส 3 ก่อน โดยคาดกำไรฟื้นตัวในไตรมาส 4 ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ Downside จำกัด แต่ยังถูกกดดันจาก US Bond Yield ที่อยู่ระดับสูง
โดยกลยุทธ์ยังเน้น Selective Buy โดยเลือกหุ้นไฟแนนซ์ขนาดเล็กที่คาดว่ากำไรไตรมาส 3 จะเติบโตโดดเด่นจากฐานต่ำในปีก่อน ได้แก่ SCAP, NCAP, SGC และ SINGER ซึ่งอาจช่วยให้ผลประกอบการเติบโตได้แม้อยู่ท่ามกลางแรงกดดันจาก Bond Yield ระดับสูง
“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่น้ำลดเร็วและฟื้นฟูได้ไว ขณะที่มาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และเพิ่มวงเงิน อาจกดดันรายได้ดอกเบี้ยและ NIM ระยะสั้น แต่ช่วยป้องกัน NPL ทั้งนี้ ลูกหนี้มีโอกาสฟื้นตัวหลังน้ำลดและได้รับเงินเยียวยาภาครัฐ ส่งผลให้ผลกระทบโดยรวมไม่รุนแรงนัก
ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ โดยเฉพาะธุรกิจจำนำทะเบียนรถ มีฐานลูกค้าหลักอยู่ในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในต่างจังหวัดเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้มองว่าผลกระทบต่อกลุ่มไฟแนนซ์ในรอบนี้มีไม่มาก และ Downside ค่อนข้างจำกัด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน กลุ่มธนาคารยังเผชิญความผันผวนจาก Fund Flow ต่างชาติ ท่ามกลาง Bond Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงยังเป็นปัจจัยช่วยลดความผันผวนและประคองราคาหุ้นในระยะกลาง โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ KTB, KBANK และ BBL
สำหรับ “กลุ่มไฟแนนซ์” แนะนำ “ถือ” เพื่อรอการฟื้นตัวของผลประกอบการในปีถัดไป โดยเลือกรายตัว MTC และ TIDLOR เป็นหุ้นที่แนะนำ





