วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำท่วมกดดัน ‘แบงก์-ไฟแนนซ์’ จำกัด โบรกหวั่น‘หนี้เสีย-ตั้งสำรอง’ขยับ แต่ไม่รุนแรงเท่าปี 54 

น้ำท่วมกระทบกลุ่มธนาคาร-ไฟแนนซ์จำกัด คาด NPL และสำรองเพิ่มเล็กน้อย โดยกลุ่มนอนแบงก์เสี่ยงสูงกว่าจากพอร์ตลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อรถยนต์ มองเป็นปัจจัยระยะสั้น แม้มาตรการพักหนี้อาจกดดันกำไร

KEY POINTS

  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมต่อกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์อยู่ในวงจำกัด และจะไม่รุนแรงเท่ากับมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากพื้นที่ประสบภัยจำกัดกว่า
  • โบรกเกอร์กังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจทำให้หนี้เสีย (NPL) และการตั้งสำรองปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่มากและสามารถบริหารจัดการได้
  • กลุ่มไฟแนนซ์และนอนแบงก์มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อที่เน้นลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง
  • ผลกระทบจากน้ำท่วมคาดว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น โดยลูกหนี้มีโอกาสฟื้นตัวหลังได้รับเงินประกันและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่มาตรการพักชำระหนี้อาจกดดันผลประกอบการได้

สถานการณ์น้ำท่วมสร้าง “ความเสียหาย” ต่อทั้ง บ้านเรือน รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมถึงอาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของ “ลูกหนี้” บางส่วน โดยเฉพาะ “กลุ่มสินเชื่อรายย่อย” และ “ไฟแนนซ์” ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลต่อ “คุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง” 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อมีการกระจายตัว และผลกระทบมีแนวโน้มทยอยเกิดขึ้นและบริหารจัดการได้

น้ำท่วมกดดัน ‘แบงก์-ไฟแนนซ์’ จำกัด โบรกหวั่น‘หนี้เสีย-ตั้งสำรอง’ขยับ แต่ไม่รุนแรงเท่าปี 54 

“ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า น้ำท่วมเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท กระทบบางพื้นที่ โดยมีประกันภัยรองรับ หากฝนไม่เพิ่มคาดทยอยคลี่คลาย ขณะที่ แบงก์กระทบจำกัด จากพอร์ตสินเชื่อที่กระจายตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ยังชำระหนี้ปกติ คาดสำรองเพิ่มไม่มากและไม่รุนแรงเท่าปี 2554

ส่วน “กลุ่มไฟแนนซ์และนอนแบงก์” มีความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมมากกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อเน้นลูกค้ารายย่อยและ SME ขนาดเล็ก โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากน้ำท่วมคาดเป็นปัจจัยระยะสั้นราว 1 เดือน ก่อนทยอยฟื้นตัวหลังได้รับเงินประกัน และมีโอกาสกลับสู่ภาวะปกติปลายปีถึงปีหน้า โดย หุ้นแบงก์มีความเสี่ยงจำกัดกว่านอนแบงก์ แนะรอจังหวะอ่อนตัวทยอยสะสม ขณะที่จับตาราคาพลังงานและ Bond Yield ซึ่งมีผลต่อตลาดมากกว่า

น้ำท่วมกดดัน ‘แบงก์-ไฟแนนซ์’ จำกัด โบรกหวั่น‘หนี้เสีย-ตั้งสำรอง’ขยับ แต่ไม่รุนแรงเท่าปี 54 

“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมต่อกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ว่า ผลกระทบต่อการตั้งสำรองและหนี้เสีย (NPL) รอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 หรือปีก่อน เนื่องจากการกระจายตัวของน้ำท่วมยังจำกัดกว่า

ทั้งนี้ สิ่งที่ตลาดกังวลมากกว่าความเสียหายโดยตรง คงหนี้ไม่พ้นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การพักชำระหนี้ ซึ่งอาจกดดันราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยคุณภาพสินทรัพย์จะยังไม่สะท้อนผลกระทบในทันที แต่จะทยอยส่งผ่านตามลำดับ เริ่มจากการเข้าสู่มาตรการพักชำระหนี้ก่อน

สำหรับกลุ่มธนาคารยังถูกกดดันจาก Fund Flow ต่างชาติและคาดกำไรไตรมาส 3 ปี 2569 ชะลอตัว ขณะที่ไม่มีปัจจัยหนุนจากเงินปันผล จึงแนะรอผลประกอบการไตรมาส 3 ก่อน โดยคาดกำไรฟื้นตัวในไตรมาส 4 ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ Downside จำกัด แต่ยังถูกกดดันจาก US Bond Yield ที่อยู่ระดับสูง

โดยกลยุทธ์ยังเน้น Selective Buy โดยเลือกหุ้นไฟแนนซ์ขนาดเล็กที่คาดว่ากำไรไตรมาส 3 จะเติบโตโดดเด่นจากฐานต่ำในปีก่อน ได้แก่ SCAP, NCAP, SGC และ SINGER ซึ่งอาจช่วยให้ผลประกอบการเติบโตได้แม้อยู่ท่ามกลางแรงกดดันจาก Bond Yield ระดับสูง

น้ำท่วมกดดัน ‘แบงก์-ไฟแนนซ์’ จำกัด โบรกหวั่น‘หนี้เสีย-ตั้งสำรอง’ขยับ แต่ไม่รุนแรงเท่าปี 54 

“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่น้ำลดเร็วและฟื้นฟูได้ไว ขณะที่มาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และเพิ่มวงเงิน อาจกดดันรายได้ดอกเบี้ยและ NIM ระยะสั้น แต่ช่วยป้องกัน NPL ทั้งนี้ ลูกหนี้มีโอกาสฟื้นตัวหลังน้ำลดและได้รับเงินเยียวยาภาครัฐ ส่งผลให้ผลกระทบโดยรวมไม่รุนแรงนัก

ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ โดยเฉพาะธุรกิจจำนำทะเบียนรถ มีฐานลูกค้าหลักอยู่ในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในต่างจังหวัดเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้มองว่าผลกระทบต่อกลุ่มไฟแนนซ์ในรอบนี้มีไม่มาก และ Downside ค่อนข้างจำกัด

ด้านกลยุทธ์การลงทุน กลุ่มธนาคารยังเผชิญความผันผวนจาก Fund Flow ต่างชาติ ท่ามกลาง Bond Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงยังเป็นปัจจัยช่วยลดความผันผวนและประคองราคาหุ้นในระยะกลาง โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ KTB, KBANK และ BBL

สำหรับ “กลุ่มไฟแนนซ์” แนะนำ “ถือ” เพื่อรอการฟื้นตัวของผลประกอบการในปีถัดไป โดยเลือกรายตัว MTC และ TIDLOR เป็นหุ้นที่แนะนำ