นักวิเคราะห์เผย สหรัฐฯ-จีนขยายเวลาพักรบทางการค้าอีก 2 เดือนถึง 10 ม.ค. 2570 หวังลดความเสี่ยงการขึ้นภาษีรอบใหม่ระยะสั้น ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ความขัดแย้งยังไม่จบ โดยเฉพาะปม “แร่หายาก-ชิป-เทคโนโลยี-ภาษี” ที่ต้องเดินหน้าเจรจาต่อ ทำให้ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างจำกัด เหตุยังรอความคืบหน้าที่ชัดเจนก่อนประเมินทิศทางต่อไป
KEY POINTS
- สหรัฐฯ และจีนตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 10 ม.ค. 2570 เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีรอบใหม่ในระยะสั้น
- นักวิเคราะห์ชี้ว่าความขัดแย้งยังไม่จบ โดยประเด็นใหญ่ที่ต้องเจรจาต่อ ได้แก่ การส่งออกแร่หายากของจีน, ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและชิปของสหรัฐฯ และการพิจารณาลดภาษีสินค้าระหว่างกัน
- ระยะเวลาพักรบที่สั้นเพียง 2 เดือน (สั้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3-6 เดือน) สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระยะยาวได้
- ตลาดหุ้นตอบรับปัจจัยบวกนี้อย่างจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลและรอความคืบหน้าที่ชัดเจนในประเด็นขัดแย้งหลัก ทั้งเรื่องภาษี, แร่หายาก และเทคโนโลยี
สหรัฐฯ และจีนขยายเวลาพักศึกทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน ถึงวันที่ 10 ม.ค.2570 ช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาขึ้นภาษีและจำกัดการค้าในระยะสั้น แต่การต่ออายุที่สั้นกว่ากรอบ 3-6 เดือนที่เคยหารือ สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นขัดแย้งที่ต้องเจรจาต่อ โดยเฉพาะแร่หายาก การซื้อสินค้าสหรัฐฯ และเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดหุ้นจีนตอบรับค่อนข้างจำกัด
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า การขยายเวลาพักศึกทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนถึงวันที่ 10 ม.ค.2570 ถือเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นและห่วงโซ่อุปทานในระยะสั้น เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาใช้มาตรการขึ้นภาษีและจำกัดการค้าในทันที อย่างไรก็ตาม การต่ออายุเพียง 2 เดือนยังสั้นกว่ากรอบ 3–6 เดือนที่เคยมีการหารือ จึงสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่พร้อมผูกมัดด้วยข้อตกลงระยะยาว
ทั้งนี้ ประเด็นที่ตลาดควรให้น้ำหนักมากกว่าการต่ออายุเส้นตายพักศึก คือความคืบหน้าของการเจรจาในประเด็นสำคัญ ทั้งภาษี การส่งออกแร่หายาก ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี การซื้อสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือด้านความปลอดภัยของ AI โดยหากสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้ จะช่วยลดความไม่แน่นอนให้กับบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงระหว่างจีนและสหรัฐฯ
สำหรับประเด็นแร่หายากและแม่เหล็กจากจีนยังเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเจรจา เนื่องจากมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยก่อนการประชุมมีการระบุว่าแร่หายาก การค้า และ AI เป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ต้องการต่ออายุข้อตกลงเป็นช่วงสั้นและติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นระยะ แทนการให้กรอบเวลาระยะยาวทันที
อีกประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการเห็นความคืบหน้าคือการเพิ่มการซื้อสินค้าอเมริกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบิน แม้จีนจะซื้อถั่วเหลืองได้ค่อนข้างดี แต่สินค้าเกษตรบางรายการยังต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาลดภาษีสินค้าบางประเภทเพื่อช่วยเพิ่มการค้าระหว่างกัน รวมถึงมีการหารือเรื่องการลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ที่จีนเก็บในอัตรา 15% ซึ่งหากเกิดขึ้นจะช่วยเปิดทางให้การค้าพลังงานระหว่างสองประเทศฟื้นตัวอีกครั้ง
ขณะที่เทคโนโลยีและ AI กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายเปิดพื้นที่หารือ แม้การแข่งขันยังรุนแรง โดยสหรัฐฯ และจีนเตรียมหารือต่อเรื่องความปลอดภัยของ AI รวมถึงกลไกแจ้งเตือนเหตุการณ์ด้าน AI เช่น AI Agent ที่ควบคุมไม่ได้ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการนำ AI ไปใช้กับภัยทางชีวภาพ สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มเห็นพื้นที่ที่มีประโยชน์ร่วมกันในการลดความเสี่ยงจาก AI อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าการหารือดังกล่าวจะนำไปสู่การผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงในทันที
อย่างไรก็ตาม การต่ออายุพักศึกจึงไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะหายไป โดยประเด็นที่ยังต้องติดตามครอบคลุมทั้งการค้า เทคโนโลยี AI ไต้หวัน และความมั่นคง ซึ่งทำให้การเจรจาครั้งนี้มีน้ำหนักไปที่การรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้กลับเข้าสู่สงครามการค้า มากกว่าการแก้ไขข้อขัดแย้งทั้งหมดในครั้งเดียว
ด้านตลาดหุ้น การต่ออายุพักศึกช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการกลับมาขึ้นภาษีในทันที แต่ตลาดตอบรับค่อนข้างจำกัด โดย CSI 300 ลดลงสูงสุดราว 0.7% และ Hang Seng China Enterprises ลดลงราว 0.4% เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนคาดหวังการต่ออายุในกรอบ 3–6 เดือน และยังต้องการเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนในประเด็นภาษี แร่หายาก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดเอเชียยังถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกที่สูงขึ้นและความคาดหวังต่อนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน หุ้นผู้ผลิตแร่หายากนอกจีนปรับตัวลง เช่น Lynas ลดลง 5% และ Iluka ลดลง 3.9% เนื่องจากความเสี่ยงที่จีนอาจจำกัดการส่งออกลดลงชั่วคราว หลังความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม การต่ออายุพักศึกเพียง 2 เดือนไม่ได้แก้ปัญหาการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ดังนั้นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้นจึงเกิดจากส่วนเพิ่มด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ มองว่า การต่ออายุพักศึกถึงวันที่ 10 ม.ค.2570 เป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นและห่วงโซ่อุปทานในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่ข้อตกลงการค้าระยะยาว โดยประเด็นที่จะมีผลต่อตลาดมากกว่าการขยายเส้นตาย คือความคืบหน้าเรื่องภาษี แร่หายาก ข้อจำกัดเทคโนโลยี การซื้อสินค้าเกษตรและพลังงาน รวมถึงความร่วมมือด้าน AI หากมีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม กลุ่มเทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ เซมิคอนดักเตอร์ สินค้าอุตสาหกรรม และบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงจีน-สหรัฐฯ จะมีความไม่แน่นอนลดลง ขณะที่หุ้นแร่หายากนอกจีนอาจสูญเสียส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์บางส่วน





