วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

เมื่อ Yield Curve กดดันแบงก์สหรัฐฯ แล้วหุ้นแบงก์ไทยรับแรงกระแทกแค่ไหน?

นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจาก Bond Yield สหรัฐฯ ต่อหุ้นธนาคารไทยในเชิงพื้นฐานยังจำกัด เหตุโครงสร้างเงินทุนและวัฏจักรดอกเบี้ยแตกต่างกัน โดยธนาคารไทยพึ่งพาเงินฝากเป็นหลัก ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับต่ำและมีอัตราเงินปันผลสูง ส่งผลให้แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายจาก Fund Flow แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานช่วยรองรับความผันผวนของราคาหุ้น

KEY POINTS

  • ผลกระทบทางพื้นฐานจำกัด เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยและทิศทาง Bond Yield ของไทยแตกต่างจากสหรัฐฯ โดย Bond Yield ไทยปรับขึ้นน้อยกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
  • โครงสร้างแหล่งเงินทุนของธนาคารไทยแตกต่างจากสหรัฐฯ โดยพึ่งพาเงินฝากเป็นหลัก (87%) ซึ่งอิงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ได้รับผลกระทบจาก Bond Yield ที่ผันผวนน้อยกว่า
  • แม้ Sentiment เชิงลบอาจส่งผลให้ราคาหุ้นผันผวนจาก Fund Flow ในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าสะสม เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างกัน
  • มูลค่า (Valuation) ของหุ้นธนาคารไทยที่ต่ำกว่า และอัตราเงินปันผลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารต่างประเทศ เป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside) และลดความผันผวนของราคา

ทิศทางตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย หลังตลาดประเมินว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่การเคลื่อนไหวของ Bond Yield และการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงิน
 

ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ดัชนี MSCI ACWI Banks ปรับตัวลง 1.2% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า (DoD) สวนทาง MSCI ACWI ที่เพิ่มขึ้น 0.1% โดยหุ้นธนาคารสหรัฐฯ ปรับตัวลง นำโดย WFC, JPM และ BAC จากการปรับพอร์ตกระจายทั่วทั้งกลุ่ม สะท้อนความกังวลของตลาดต่อทิศทาง Yield Curve ที่เกิดภาวะ Bear Flattening หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for longer)

ทั้งนี้การปรับตัวของ Bond Yield สหรัฐฯ ในลักษณะ Bear Flattening ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีปรับขึ้นเร็วกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปี ทำให้ตลาดเริ่มกังวลต่อแนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารสหรัฐฯ ในระยะถัดไป ขณะที่อีกปัจจัยมาจากการหมุนเงินลงทุน (Sector Rotation) เข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI สะท้อนการปรับพอร์ตของ Fund Flow ในช่วงที่ตลาดกำลัง Reprice อัตราดอกเบี้ย

สำหรับธนาคารพาณิชย์ของไทยมองว่าแนวโน้มวัฏจักรดอกเบี้ยแตกต่างจากสหรัฐฯ โดย Bond Yield ไทยอายุ 2-10 ปี ปรับขึ้นเฉลี่ย 14 bps นับตั้งแต่สิ้นไตรมาส 2/2569 ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 53bps สะท้อนผลกระทบทางพื้นฐานที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ หากมีการส่งผ่าน Sentiment เชิงลบมายังหุ้นธนาคารพาณิชย์ของไทย โครงสร้างธนาคารพาณิชย์ของไทยยังแตกต่างจากธนาคารสหรัฐฯ จึงมองเป็นโอกาสใช้จังหวะราคาหุ้นผันผวนจาก Fund Flow ทยอยสะสม KTB ตามด้วย KBANK และ BBL

นอกจากนี้ แหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ของไทยส่วนใหญ่มาจากเงินฝากราว 87% และ Interbank ราว 9% ซึ่งอิงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลัก ขณะที่การใช้ตราสารหนี้ซึ่งอิงกับ Bond Yield มีสัดส่วนเพียง 4% แตกต่างจากธนาคารสหรัฐฯ อย่าง JPM ที่มี Interest-bearing liabilities ซึ่งไม่ใช่เงินฝากราว 36% และเงินฝากราว 64% จึงทำให้ผลกระทบต่อพื้นฐานแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 ตามวงจรดอกเบี้ยไทยที่ทรงตัว ขณะที่หาก Investment Cycle เร่งตัวขึ้น จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการในปีหน้า

ด้าน Valuation หุ้นธนาคารพาณิชย์ของไทยมีค่า PBV เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2 เท่า และหากไม่รวม TISCO อยู่ที่ 1 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยธนาคารหลักในต่างประเทศที่ 1.6 เท่า ทำให้ฝ่ายวิจัยมองว่าระดับ Valuation ของหุ้นธนาคารพาณิชย์ของไทยยังช่วยจำกัด Downside ได้ ขณะที่ Dividend Yield เฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ 5.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยธนาคารหลักในต่างประเทศที่ 4.4% ซึ่งเป็นอีกปัจจัยช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น และอาจกลับมาเป็น Event Catalyst ก่อนเข้าสู่รอบจ่ายเงินปันผลประจำปี

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ Barbell Strategy โดยฝั่งหุ้นธนาคารเน้นหุ้นปันผลและใช้จังหวะราคาผันผวนจาก Fund Flow สะสมหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง ได้แก่ KTB ตามด้วย KBANK ขณะที่ BBL มองเป็น Catch-up Play จากค่า PBV ที่ 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.2 เท่า ส่วนอีกด้านของพอร์ตให้น้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยวที่ยังมี Upside จาก Sentiment การลงทุนที่ดีขึ้นตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, AOT และ ERW