ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดบวก 6.26 จุด แรงซื้อหุ้น DELTA ช่วยหนุนดัชนี ขณะที่นักลงทุนยังติดตามการพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเด็นการค้าและชิปยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจมีผลต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดทำการที่ 1,610.70 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.26 จุด โดยมีหุ้น DELTA เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของดัชนี
- นักลงทุนทั่วโลกจับตาการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย. 2569)
- ผลการเจรจาดังกล่าวถูกมองว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเด็นการค้าและปัญหาชิป
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (23 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,610.70 จุด บวก 6.26 จุด หรือ 0.39% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,612.70 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,602.86 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 64,382.19 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 256.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.59% มูลค่าการซื้อขาย 6,526.79 ล้านบาท
2. KBANK ราคาปิด 255.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.78% มูลค่าการซื้อขาย 2,928.26 ล้านบาท
3. PTTEP ราคาปิด 148.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.67% มูลค่าการซื้อขาย 2,777.27 ล้านบาท
4. PTT ราคาปิด 42.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,690.74 ล้านบาท
5. SCB ราคาปิด 156.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 1.27% มูลค่าการซื้อขาย 2,392.60 ล้านบาท
ภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้นในช่วงแรก ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อยระหว่างวัน แต่ยังสามารถประคองตัวปิดในแดนบวกได้ โดยมีหุ้น DELTA เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ เมื่อหักลบกันแล้วภาพรวมยังค่อนข้างทรงตัว
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สะท้อนลักษณะการหมุนเวียนของกระแสเงินทุน โดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยอีกครั้ง และมีการสลับการลงทุนระหว่างกลุ่มหุ้นอย่างชัดเจน
โดยกลุ่มธนาคาร ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับแรงซื้อและดันตลาดขึ้นมา เริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา ขณะที่กลุ่มพาณิชย์กลับมารับแรงซื้ออีกครั้ง หลังจากถูกขายในวันก่อนหน้า โดยหุ้นที่ปรับตัวได้ดี ได้แก่ CRC CPALL และ CPN
ส่วนกลุ่มโรงกลั่น แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงและสถานการณ์ความตึงเครียดมีสัญญาณผ่อนคลายจากข่าวการเจรจา แต่ยังพบว่ามีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะ IRPC ที่มีแรงซื้อเข้ามาหนุนราคาปรับตัวขึ้นพร้อมปริมาณการซื้อขายที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลมีแรงซื้อสลับเข้ามาช่วยประคองภาพรวมตลาด
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ตลาดยังมีลักษณะเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์ โดยฐานแนวรับขยับขึ้นจากเดิมบริเวณ 1,580 จุด ขณะที่แนวต้านยังประเมินไว้ที่บริเวณ 1,620 จุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย.2569) ได้แก่ ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งยังมีอิทธิพลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่วันที่ 24 ก.ย. 2569 มีกำหนดการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งตลาดจับตาความคืบหน้าด้านการค้า เทคโนโลยี และประเด็นชิป เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางหุ้นเทคโนโลยีและบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก





