ตลท. เผยรายงานวิจัยฉบับล่าสุด ชี้ชัด ‘ธุรกิจครอบครัว’ ครองสัดส่วนสูงถึง 84% ของตลาดหุ้นไทย ด้วยมูลค่ามาร์เก็ตแคปรวมเฉียด 11 ล้านล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กวาดรายได้ปี 68 สูงถึง 9.75 ล้านล้าน จ่ายภาษีนิติบุคคลคิดเป็น 1 ใน 5 ของทั้งประเทศ พร้อมค้ำยันการจ้างงานไทยกว่า 1.68 ล้านตำแหน่ง
KEY POINTS
- ธุรกิจครอบครัวครองสัดส่วนถึง 84% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมกันสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท
- ในปี 2568 ธุรกิจกลุ่มนี้สร้างรายได้รวม 9.75 ล้านล้านบาท และจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลคิดเป็น 21.4% ของภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ทั้งระบบ
- ธุรกิจครอบครัวเป็นกลไกสำคัญในการจ้างงานของประเทศ โดยมีการจ้างงานรวมกันกว่า 1.68 ล้านคนในหลากหลายอุตสาหกรรม
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยรายงานวิจัย SET Note ฉบับที่ 12/2569 สะท้อนโครงสร้างที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทย โดยพบว่า "ธุรกิจครอบครัว" (Family Business) ยังคงเป็นฟันเฟืองและเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล โดยครอบครองสัดส่วนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เกือบทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในมิติของรายได้ การจ้างงาน ตลอดจนการส่งมอบภาษีเข้าสู่คลังหลวงอย่างมีนัยสำคัญ
ยึดกระดานหุ้นไทย 84% -มาร์เก็ตแคปเฉียด 11 ล้านล้าน
จากการศึกษาข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท พบว่ามีถึง 705 บริษัท หรือคิดเป็น 84% ที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) รวมกันสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 54% ของมาร์เก็ตแคปรวมทั้งตลาด
นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวยังทรงอิทธิพลในดัชนีสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยครองสัดส่วนในดัชนี SET50 สูงถึง 68.0%, SET100 ที่ 82.0%, SET ESG ที่ 78.3% และโดดเด่นที่สุดในดัชนี SET Well-being (SETWB) ที่สูงถึง 96.7%
เมื่อเจาะลึกรายอุตสาหกรรม พบว่าธุรกิจครอบครัวกระจายตัวในทุกหมวดธุรกิจ โดยมีถึง 16 หมวดที่มีสัดส่วนธุรกิจครอบครัวเกินกว่า 80% อาทิ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม, ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์, และกระดาษและวัสดุการพิมพ์ ซึ่งมีสัดส่วนธุรกิจครอบครัวเต็ม 100% ตามมาด้วยสื่อและสิ่งพิมพ์ (95.5%), แฟชั่น (94.1%), พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (93.1%) และพาณิชย์ (91.2%)
รากฐานมั่นคงเฉลี่ย 37 ปี -ตลาดทุนคือสปีดโบ๊ทขยายอาณาจักร
ผลวิจัยระบุว่า ธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยมีอายุกิจการเฉลี่ยยาวนานถึง 37 ปี (บริษัทที่อายุมากที่สุดสูงถึง 150 ปี) โดยก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้น บริษัทเหล่านี้ดำเนินกิจการด้วยเงินทุนส่วนตัวและสินเชื่อจากระบบธนาคารมาเฉลี่ยถึง 19 ปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจดั้งเดิมก่อนใช้ตลาดทุนเป็นสปีดโบ๊ทในการต่อยอดการเติบโต
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2568) ธุรกิจครอบครัวได้ใช้กลไกตลาดหุ้นไทยระดมทุนอย่างต่อเนื่อง
เสนอขายหุ้น IPO: รวม 260 บริษัท คิดเป็น 86.4% ของจำนวนบริษัทที่เข้า IPO ทั้งหมดในช่วงดังกล่าว สร้างมูลค่าระดมทุนระลอกแรกไปกว่า 492,397 ล้านบาท (81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด)
ระดมทุนในตลาดรอง: มีการระดมทุนเพิ่มรวม 2,515 ครั้ง จาก 301 บริษัท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 629,963 ล้านบาท
ขุมพลังการเงิน-รายได้เฉียด 10 ล้านล้าน-ดันภาษีคลัง 21%
ในฝั่งของผลประกอบการปี 2568 บริษัทจดทะเบียนกลุ่มธุรกิจครอบครัวสามารถกวาดรายได้รวมไปได้สูงถึง 9.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.5% ของรายได้รวมบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาด โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปี (CAGR) ระหว่างปี 2560–2568 สูงถึง 7.21% ขณะที่กำไรสุทธิรวมในปี 2568 อยู่ที่ 4.87 แสนล้านบาท (คิดเป็น 60.4% ของกำไรสุทธิรวมทั้งตลาด) และมีสินทรัพย์รวมเติบโตแตะ 30.42 ล้านล้านบาท
ที่สำคัญ ธุรกิจครอบครัวยังเป็นเสาหลักด้านรายได้ของภาครัฐ โดยในปี 2568 บริษัทกลุ่มนี้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมกันกว่า 165,062 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 50.8% ของภาษีที่ บจ. ทั้งหมดส่งมอบให้รัฐ หรือคิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบ ที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ในปี 2568
หัวใจของการจ้างงานไทย- ค้ำยันเศรษฐกิจฐานราก
ในมิติสังคมและการสร้างงาน ปี 2568 ธุรกิจครอบครัวมีการจ้างงานรวมกันถึง 1.68 ล้านคน (เติบโต 2.0% จากปีก่อนหน้า) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ที่มีการจ้างงานโดยธุรกิจครอบครัวเต็มสัดส่วน 100%, กลุ่มบริการ 95%, สินค้าอุปโภคบริโภค 93% และอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 90%
บทสรุปเชิงนโยบายนี้ รายงานของ SET Research ชี้ชัดว่า ธุรกิจครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ "ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง" แต่เป็น "กระดูกสันหลัง" ของระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้น โจทย์สำคัญของภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต คือการส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้ธุรกิจครอบครัวสามารถส่งผ่านการบริหารสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างยั่งยืนและค้ำยันเศรษฐกิจไทยข้ามผ่านความไม่แน่นอนในระดับโลกต่อไป





