“กลุ่มค้าปลีก” รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่าน “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ยังอยู่ในระดับจำกัด หลังวงเงินดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ “บล.กสิกรไทย” ชี้ไม่ได้ถือเป็นปัจจัยบวกหนุนมีนัยสำคัญ ด้วยเม็ดเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในระดับสูง“บล.บัวหลวง” มองมาตรการเฟส 2 เป็นปัจจัย “เป็นกลาง” ต่อหุ้น “บล.หยวนต้า” เผยตลาดรับรู้แล้ว-จับตาหุ้นกลุ่มค้าปลีกปลายปี
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์มองมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ที่ให้วงเงินรวม 1,000 บาทต่อคน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้แรงกระตุ้นกำลังซื้อมีจำกัด
- โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ เช่น บล.กสิกรไทย และ บล.บัวหลวง ประเมินว่ามาตรการนี้เป็นปัจจัย “เป็นกลาง” และไม่ได้ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญ
- เม็ดเงินจากมาตรการมุ่งเน้นไปยังร้านค้าขนาดเล็กและเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นได้รับประโยชน์ไม่มากนัก
- คำแนะนำการลงทุนคือให้รอจังหวะ หรือทยอยสะสมหุ้นค้าปลีก โดยไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ และควรเน้นเลือกหุ้นที่เป็น “ผู้นำ” ของตลาด
- ปัจจัยที่ต้องจับตามากกว่าคือทิศทางการบริโภคและกำลังซื้อในช่วงไฮซีซันปลายปี ซึ่งจะส่งผลต่อผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกโดยตรง
แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 โดยกำหนดวงเงินรวม 1,000 บาทต่อคน แต่นักวิเคราะห์มองว่าวงเงินดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้แรงกระตุ้นกำลังซื้อมีจำกัด โดยเฉพาะเมื่อเม็ดเงินส่วนใหญ่เน้นการใช้จ่ายผ่านร้านค้ารายย่อย ขณะที่ผลต่อยอดขายและกำไรของหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ยังมีไม่มาก และต้องติดตามแรงส่งจากการบริโภคในช่วงไฮซีซันปลายปี
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเฟส 2 เป็นมาตรการวงเงิน 1,000 บาท ระยะเวลาใช้จ่าย 2 เดือน ซึ่งแม้วงเงินจะลดลงจากที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ แต่ถือว่าสอดคล้องกับกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้
สำหรับแหล่งเงินที่นำมาใช้ เป็นเม็ดเงินก้อนเดิมที่ยังเหลืออยู่ โดยไม่ได้โยกมาจากวงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนหลัง ขณะที่วัตถุประสงค์สำคัญของรัฐบาลคือการขยายระยะเวลาการใช้จ่ายให้ครอบคลุมช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการบริโภค
อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวมีผลต่อตลาดหุ้นโดยรวมในระดับ “เป็นกลาง” และไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเนื่องจากวงเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในระดับสูง
สำหรับผลกระทบรายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก มาตรการดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผลบวกโดยตรงต่อบริษัทจดทะเบียนมากนัก เนื่องจากการกระตุ้นมุ่งเน้นไปยังร้านค้าขนาดเล็กและเศรษฐกิจระดับฐานรากเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ด้านโปรโมชั่นของตัวเอง เพื่อดึงเม็ดเงินและการใช้จ่ายเข้าสู่ธุรกิจ
ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ คาดว่าจะได้รับผลบวกในลักษณะโมเมนตัมเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเม็ดเงินของมาตรการไม่สูงมาก แต่ยังช่วยพยุงกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานรากได้บางส่วน
ด้านกลุ่มค้าปลีกเริ่มมีสัญญาณ Sentiment ฟื้นตัว และ Downside ราคาหุ้นจำกัด แต่ Upside ยังถูกกดดันจากการบริโภคและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ผลประกอบการของกลุ่มยังมีโอกาสสร้าง Earning Surprise ได้ค่อนข้างยาก ทำให้นักลงทุนสถาบันยังไม่ได้เร่งเข้าลงทุนในกลุ่มค้าปลีก และหันไปให้ความสนใจกับกลุ่มที่มี Upside ชัดเจนกว่า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
“นักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นกลุ่มค้าปลีก แนะนำให้รอจังหวะ ยังไม่จำเป็นต้องรีบเข้าซื้อ ขณะที่ผู้ที่ชื่นชอบหุ้นกลุ่มนี้และต้องการลงทุน ควรเน้นเลือกหุ้นที่เป็นผู้นำ หรือ Winner ของกลุ่ม โดยมองว่า CRC เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม”
นางสาวจินดานุช ประเวศโชตินันท์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 มีวงเงินต่ำกว่าตลาดคาด โดยจากเดิมคาด 1,000 บาทต่อเดือน 2 เดือน เป็นวงเงินรวม 1,000 บาท หรือเฉลี่ย 500 บาทต่อเดือน โดยเม็ดเงินมีแนวโน้มกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยมากกว่า Modern Trade แต่ด้วยวงเงินที่ไม่สูง อาจมีบางส่วนหมุนกลับเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อตามพฤติกรรมการใช้จ่ายปกติ
ขณะที่ ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกจากมาตรการดังกล่าวยังอยู่ในระดับจำกัด โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3/2569 ที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลบวกหรือผลลบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงมองมาตรการเฟส 2 เป็นปัจจัย “เป็นกลาง” ต่อกลุ่มค้าปลีก
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะนี้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มค้าปลีกมากกว่าการเร่งเข้าซื้อหรือไล่ราคา โดยไม่เน้นการเก็งกำไรในระยะสั้นที่มีความผันผวนสูง
สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีกแนะนำ 3 บริษัท ได้แก่ CPALL ซึ่งมีธุรกิจหลักด้านร้านสะดวกซื้อ, CRC หรือ เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น และ CPN หรือ เซ็นทรัลพัฒนา
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า กรณีมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 กำหนดวงเงินรวม 1,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท ถือว่าเป็นวงเงินที่ลดลงจากที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ แต่ยังเป็นระดับที่สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เหลืออยู่
ทั้งนี้ อาจทำให้ตลาดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ถึงวงเงินในระดับ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดได้มีการรับรู้ถึงความเป็นไปได้ของวงเงินที่ลดลงมาระยะหนึ่งแล้ว
สำหรับผลกระทบต่อกลุ่มค้าปลีก มองว่าธุรกิจค้าปลีกอาจไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยประเด็นที่ตลาดยังติดตามคือ ทิศทางการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงแนวโน้มราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีก หลังจากช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีคำถามว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีสัญญาณชะลอตัวลงหรือไม่
ดังนั้น การประเมินผลของมาตรการต่อกลุ่มค้าปลีกยังต้องพิจารณาร่วมกับทิศทางกำลังซื้อและผลประกอบการของแต่ละบริษัท โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงที่การบริโภคมีความสำคัญต่อแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่ม





