วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

‘รายใหญ่’ ระดมทุนหุ้นกู้ทะลัก ThaiBMA ยันยอดออก ‘บอนด์ไทย’ ไตรมาส 4 พุ่ง 7 หมื่นล้าน 

ThaiBMA ชี้ “บอนด์ยีลด์ไทย” ย่อตัวสวนทางสหรัฐ “รายใหญ่” ยึดระดมทุนไตรมาส 4 ทะลัก 7 หมื่นล้าน ดันยอดทั้งปีแตะ 9 แสนล้าน ย้ำเสน่ห์บอนด์ไทย “สม่ำเสมอ-ไม่ผันผวน” “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เจาะเทรนด์หุ้นกู้ “ยีลด์พุ่ง” สวนทางดอกเบี้ยลง พบเอกชนเบนเข็มพึ่ง “สินเชื่อแบงก์-ตั๋วสั้น” ปรับโครงสร้างระดมทุนหนีต้นทุนหุ้นกู้ยาวแพง

KEY POINTS

  • ThaiBMA ชี้ “บอนด์ยีลด์ไทย” ย่อตัวสวนทางสหรัฐ หนุนยอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในไตรมาส 4 เข้ามาแล้ว 70,000 ล้านบาท
  • นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นและเลือกลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) เป็นหลัก
  • ภาพรวมยอดการออกหุ้นกู้ทั้งปี 2569 คาดว่าจะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ 8.8 - 9 แสนล้านบาท แม้ผู้ออกรายใหม่จะลดลง
  • "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เผยเอกชนเบนเข็มพึ่งแบงก์หลบ “ยีลด์หุ้นกู้พุ่ง”

นางสาวศิรินาถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี กลับมาแตะระดับ 5.01% หลังจากที่เคยย่อตัวลงต่ำกว่า 5% เล็กน้อย ตอบรับผลประชุมเฟดเมื่อ 16 ก.ย.2569 และความกังวลสงคราม ขณะที่ บอนด์ยีลด์อายุ 2 ปีสหรัฐพุ่งแตะเกือบ 5% ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดได้ตอบรับข่าวสารไปแล้ว ท่ามกลางคาดการณ์เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งในปีนี้ที่ 4.25%

ในทางกลับกันบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี กลับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงจากระดับ 2.42% เมื่อ 16 ก.ย. 2569 มาอยู่ที่ 2.36% ในวันที่ 17 ก.ย. 2569 และลงมาแตะ 2.30% ในวันที่ 18 ก.ย.2569 และวานนี้ (21 ก.ย.69) ทิศทางระหว่างวัน บอนด์ยีลด์รุ่นอ้างอิง อายุ 10 ปี ยังคงทรงตัว และคาดแนวโน้มจากนี้หากขยับอาจปรับขึ้นเล็กน้อย 0.01-0.02% เท่านั้น ขณะที่รุ่นอายุ 5 ปี ขยับขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.02%

‘รายใหญ่’ ระดมทุนหุ้นกู้ทะลัก ThaiBMA ยันยอดออก ‘บอนด์ไทย’ ไตรมาส 4 พุ่ง 7 หมื่นล้าน 

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัจจัยพื้นฐานไทยต่างจากสหรัฐ โดยเฉพาะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่ามาก ส่งผลให้แรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไทยมีจำกัด และคาดบอนด์ยีลด์ไทยจะขยับขึ้นอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างแคบและระดับปัจจุบันยังไม่ถือว่าสูงจนน่ากังวล

นางสาวศิรินาถ กล่าวต่อว่า การระดมทุนตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนขณะนี้ ถือเป็นโอกาสผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความระมัดระวังต่อผู้ออกรายใหม่ หรือรายย่อย และเลือกลงทุนในหุ้นกู้รายใหญ่เป็นหลัก ส่งผลให้เสนอขายกี่ครั้งก็ได้รับความสนใจจนขายได้หมด

อย่างไรก็ดี การออกหุ้นกู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนทางการเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินเพื่อขยายการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เข้ามา แต่กระบวนการลงทุนจริงต้องใช้เวลาราว 1 ปีจึงจะเกิดขึ้น

‘รายใหญ่’ ระดมทุนหุ้นกู้ทะลัก ThaiBMA ยันยอดออก ‘บอนด์ไทย’ ไตรมาส 4 พุ่ง 7 หมื่นล้าน 

ภาพรวมปีนี้ ThaiBMA ยังคงคาดว่ายอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนเป็นไปตามกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 8.8 -9 แสนล้านบาท โดยยังทรงตัวจากปีก่อน แม้จำนวนผู้ออกรายใหม่จะลดลงเทียบกับปีที่แล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ข้อมูลการแจ้งระดมทุนในระบบจนถึงธ.ค.2569 พบมีวงเงินเสนอขายหุ้นกู้ประมาณ 70,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ที่รอครบกำหนดไถ่ถอนอีกกว่า 200,000 ล้านบาทช่วงครึ่งหลัง โดยมีผู้ออกรายใหญ่ยังเตรียมเสนอขายตามปกติช่วงปลายก.ย. ถึงต้นต.ค. อาทิ กระทรวงการคลังเตรียมออกหุ้นกู้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) อ้างอิงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วงเงิน 30,000 ล้านบาท , บมจ.ปตท. โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เสนอขายหุ้นกู้ 2 รุ่น (อายุ 7 ปี และ 10 ปี) รวม 24,000 ล้านบาท , บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) เสนอขายหุ้นกู้ 3 รุ่น รวม 16,500 ล้านบาท, บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) เสนอขาย 13,000 ล้านบาท , องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เสนอขาย 2,000 ล้านบาท และ บมจ.เจ มาร์ท (JMART) เสนอขาย 2,000 ล้านบาท

“ช่วงต้นเดือนก.ย.พบยอดออกหุ้นกู้ย่อลงมาเล็กน้อยเทียบครึ่งแรกที่เคยกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย ประเมินเป็นผลมาจากการที่ตลาดรอดูทิศทางและการประชุมดอกเบี้ยเฟด แต่คาดหลังผ่านช่วงประชุมเฟดไปแล้ว สถานการณ์น่าจะทยอยดีขึ้น เพราะเป็นจังหวะที่ดีของผู้ประกอบการรายใหญ่ นักลงทุนยังกังวลกับหุ้นกู้รายย่อยและรายใหม่ จึงเลือกรอซื้อหุ้นกู้รายใหญ่ ทำให้รายใหญ่เสนอขายกี่ครั้งก็ขายได้หมด”

อย่างไรก็ดี ตลาดตราสารหนี้ยังคงทำหน้าที่เป็น 1 ใน 3 เสาหลักการระดมทุนร่วมกับตลาดหุ้นและระบบสถาบันการเงิน โดยเสน่ห์สำคัญของตลาดบอนด์คือ ความสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนรุนแรงเหมือนตลาดหุ้น จึงช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ตลาดตราสารหนี้และนักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิดในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านสงคราม ข้อตกลงระหว่างประเทศ และทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยขยับขึ้นตาม โดยเฉพาะพันธบัตรรุ่นระยะกลางถึงยาว อายุ 5 ถึง 10 ปี รวมถึงตราสารระยะสั้นอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน แม้ภาพรวมปีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1 ครั้ง แต่บอนด์ยีลด์ไทยในตลาดกลับปรับตัวสวนทาง โดยได้รับผลกระทบปัจจัยต่างประเทศ ความกังวลสถานการณ์หนี้ในประเทศ ทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมัน

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี (YTD ณ 17 ก.ย.2569) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.49% มาอยู่ที่ระดับ 1.77% ซึ่งแม้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Credit Spread) ของหุ้นกู้บางอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น AAA จะปรับตัวแคบลง แต่เมื่อนำไปบวกกับยีลด์อ้างอิงแล้ว ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินรวมขยับสูงขึ้นเกือบทุกอันดับความน่าเชื่อถือ โดยกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ BBB  เผชิญกับต้นทุนการระดมทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนที่สุด เพิ่มขึ้น 0.45% มาอยู่ที่ระดับ 5.22% จากสิ้นปี 2568 ต้นทุนการระดมทุนอยู่ที่ระดับ 4.77%

‘รายใหญ่’ ระดมทุนหุ้นกู้ทะลัก ThaiBMA ยันยอดออก ‘บอนด์ไทย’ ไตรมาส 4 พุ่ง 7 หมื่นล้าน 

อีกทั้งด้านความสำเร็จออกขายหุ้นกู้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี พบอัตราความสำเร็จเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 85% อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยผู้ออกหุ้นกู้ที่ยังคงประสบความสำเร็จในการระดมทุนส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีศักยภาพ และมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

‘รายใหญ่’ ระดมทุนหุ้นกู้ทะลัก ThaiBMA ยันยอดออก ‘บอนด์ไทย’ ไตรมาส 4 พุ่ง 7 หมื่นล้าน 

อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการแหล่งเงินทุนโดยหันไปพึ่งพาสินเชื่อธนาคารพาณิชย์มากขึ้น ส่งผลให้ ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ยอดสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่เติบโตสูงถึง 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทเอกชนบางส่วนหลีกเลี่ยงการออกหุ้นกู้ระยะยาวอายุ 3-5 ปี แล้วหันไปใช้วิธีระดมทุนผ่านตราสารหนี้ระยะสั้นอายุต่ำกว่า 1 ปี เช่น ตั๋วแลกเงินระยะสั้นเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าแทน

ส่วนการระดมทุนผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย สำหรับภาพรวมยอดออกหุ้นกู้ภาคเอกชนทั้งปีนี้ ยังคาดไว้ที่ราว 8.5 แสนล้านบาท ชะลอลงจาก 8.8 แสนล้านบาทในปี 2568