บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีทะลุ 5% กดดันหุ้น Growth–Technology และสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางน้ำมันสูง-เงินเฟ้อ-กังวลขาดดุลงบฯ และภูมิรัฐศาสตร์ "กูรู" แนะโยกสู่หุ้น Quality พร้อมมองยีลด์ 5% เป็นจังหวะทยอยสะสมพันธบัตร ขณะที่ยีลด์อาจเข้าสู่ New Normal ที่ 4.5-5.5%
KEY POINTS
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี พุ่งทะลุ 5% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
- ปัจจัยหลักที่ผลักดันบอนด์ยีลด์ให้สูงขึ้นมาจากราคาน้ำมัน, เงินเฟ้อ, ความกังวลต่อการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
- หุ้นกลุ่ม Growth และ Technology ได้รับแรงกดดันมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่ออัตราคิดลดที่สูงขึ้นตามบอนด์ยีลด์
- นักวิเคราะห์แนะให้ปรับกลยุทธ์การลงทุนจากหุ้น Growth ไปสู่หุ้น Quality ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และมองว่าระดับยีลด์ 5% เป็นจังหวะดีในการทยอยสะสมพันธบัตร
- มีการคาดการณ์ว่าบอนด์ยีลด์อาจเข้าสู่ระดับปกติใหม่ (New Normal) ที่ 4.5-5.5% และการกลับไปสู่ระดับ 2% เหมือนในอดีตเป็นไปได้ยาก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปีที่พุ่งทะลุ 5% กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อ “ตลาดหุ้น” และ “สินทรัพย์เสี่ยง” ท่ามกลาง “ราคาน้ำมัน” ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความกังวลต่อการขาดดุลงบประมาณสหรัฐ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ “กูรู” ประเมินทิศทาง Bond Yield ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้ม “เงินเฟ้อ” และ “ราคาพลังงาน”
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ทิศทาง Bond Yield 10 ปีสหรัฐยังขึ้นอยู่กับราคาพลังงานเป็นหลัก หากน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีโอกาสที่ Bond Yield จะทรงตัวราว 5% หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งเหนือ 120 ดอลลาร์ แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย มีโอกาสลดลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์
โดยหุ้น Growth และ Technology มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันมากกว่ากลุ่มอื่นจาก Bond Yield สูง เนื่องจากมี Duration ยาวและอ่อนไหวต่ออัตราคิดลด ขณะที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ Bond Yield 10 ปีและ 30 ปีไม่ลดลง จะสะท้อนแรงกดดันจากเงินเฟ้อคาดการณ์ โดยเฉพาะราคาพลังงาน
ดังนั้น หาก Bond Yield 10 ปีทรงตัวราว 5% ตลาดอาจรับรู้ปัจจัยดังกล่าวแล้ว แต่หาก Yield ยังปรับขึ้นต่อหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น
ด้านกลยุทธ์ลงทุนมองควรปรับจากการเน้นหุ้น Growth ไปสู่หุ้น Quality ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ยอดขายและกำไรเติบโตจริง ขณะที่ตราสารหนี้ หาก Bond Yield 10 ปีแตะระดับ 5% ถือเป็นจังหวะทยอยสะสม แต่ยังไม่ควรลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนว่า Yield ผ่านจุดสูงสุดแล้วหรือไม่
“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 5% เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดัน Bond Yield เนื่องจากทำให้รัฐบาลสหรัฐมีภาระการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อการขาดดุลงบประมาณ โดยหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงหรือสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย Bond Yield มีโอกาสปรับตัวลงได้ยาก
สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ ตลาดควรให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มธนาคาร ส่วนระยะกลางถึงยาว ประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสผ่านจุดสูงสุดภายในปีนี้ และเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield มีโอกาสขึ้นถึงจุดสูงสุดในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม การที่ Bond Yield 10 ปีปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา มองเป็นจังหวะสำคัญสำหรับการทยอยเข้าลงทุนในพันธบัตร โดยกลยุทธ์หลักคือการล็อกผลตอบแทนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield อยู่ในระดับสูง ก่อนที่แนวโน้มจะเริ่มชะลอตัวลงในปีหน้า
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับขึ้นของ Bond Yield 10 ปีสหรัฐเกิดจาก 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ระดับหนี้ต่อ GDP ที่สูง การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเงินเฟ้อโลก และความต้องการกู้ยืมของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI
มองว่า Bond Yield 10 ปีมีโอกาสเข้าสู่ระดับปกติใหม่ (New Normal) ที่ 4.5-5.5% ขณะที่การลดลงสู่ระดับ 2% เหมือนในอดีตเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังไม่มีสัญญาณเข้าสู่วิกฤต แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยสูง
สำหรับตลาดหุ้น ภาวะ Bond Yield สูงและเงินเฟ้อทรงตัวจะกดดันสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดคงที่หรือมีการเติบโตต่ำ รวมถึงหุ้นที่มี Valuation หรือ P/E สูง หนี้สินมาก และกระแสเงินสดไม่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีกระแสเงินสดในระยะยาว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น
ขณะที่หุ้น Defensive ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและมีอำนาจในการกำหนดราคา เช่น กลุ่ม ICT และ Healthcare สามารถรับมือกับเงินเฟ้อได้ดี ขณะที่กลุ่มพลังงานมีจุดแข็งจากกระแสเงินสดระยะสั้นและสามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้
ส่วนหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง จ่ายเงินปันผลสูง และมีหนี้ต่ำ แม้ยังเผชิญความผันผวนตามภาวะตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยรองรับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยสูงได้





