วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

งัดมาตรการชุบชีวิต ‘เอสเอ็มอี’ ‘แบงก์ชาติ’ ถก ‘หอการค้าฯ’ ดัน ‘เครดิต พอร์ทัล’ อุ้มพ้นวิกฤติ

ธปท. ถกหอการค้าฯ งัดมาตรการช่วย “กลุ่มเอสเอ็มอี” ผ่านโครงการ SME Credit Portal แพลตฟอร์มกลางฟื้นวิกฤติ แก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยงปล่อยกู้ “หอการค้าฯ” ชง 7 ข้อเสนออุ้ม แนะผ่อนเกณฑ์ปล่อยกู้เหมือนช่วงเผชิญวิกฤติโควิด-19

KEY POINTS

  • ธปท.เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มกลาง "Credit Portal" ธ.ค.นี้
  • หวังเป็นตลาดกลางสินเชื่อออนไลน์ ช่วยแก้ปัญหาเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงแหล่งทุน
  • ชูแพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ให้เอสเอ็มอีสามารถแจ้งความต้องการสินเชื่อ-เสนอเงื่อนไขได้โดยตรง 
  • หอการค้าไทยฯ ชง 7 ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม
  • ชู การเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโร การผ่อนปรนเกณฑ์ช่วยเอสเอ็มอีเหมือนตอนโควิด19 และการยกระดับความปลอดภัย 

งัดมาตรการชุบชีวิต ‘เอสเอ็มอี’ ‘แบงก์ชาติ’ ถก ‘หอการค้าฯ’ ดัน ‘เครดิต พอร์ทัล’ อุ้มพ้นวิกฤติ งัดมาตรการชุบชีวิต ‘เอสเอ็มอี’ ‘แบงก์ชาติ’ ถก ‘หอการค้าฯ’ ดัน ‘เครดิต พอร์ทัล’ อุ้มพ้นวิกฤติ โจทย์ใหญ่ของ “เอสเอ็มอีไทย” ณ เวลานี้ไม่ใช่เพียงการมีความต้องการ “เงินทุน” แต่คือ การทำให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึง “แหล่งสินเชื่อ” ที่เหมาะสมได้ ในช่วงที่่สถาบันการเงินเองยังมีข้อจำกัดในการค้นหาและประเมินลูกค้า ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “คนต้องการกู้” กับ “แหล่งทุน” อย่างมาก บวกกับการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอียังคงมีต้นทุนและความเสี่ยงค่อนข้างสูง ทำให้เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอียังติดลบเช่นปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มเอสเอ็มอีเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งเผชิญภาวะ “สินเชื่อหดตัวติดลบ” ต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ไตรมาส รวมถึงสถานการณ์การปฏิเสธสินเชื่อในภาคเอสเอ็มอียังคงทรงตัวในระดับสูง

โดยพบว่าแม้จะเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ก็ยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เพียง 21% เมื่อเทียบกับธุรกิจรายใหญ่ที่มีระดับประสิทธิภาพเท่ากันซึ่งเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 61%

ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว  ธปท. จึงมุ่งแก้ปัญหาด้วยการลดต้นทุนทางการเงิน 4 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนความเสี่ยงหนี้เสีย (Credit Cost) ต้นทุนเงินทุน (Funding Cost) ต้นทุนการดำเนินงาน (Expense) และต้นทุนในการทำธุรกรรมและการเข้าถึงสินเชื่อ (Transaction Cost) เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและทลายอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงเงินทุน

โดย ธปท.อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดตัว แพลตฟอร์มกลาง หรือ Credit Portal ภายในเดือน ธ.ค. นี้ โดยโครงสร้างของ Credit Portal ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็น “Marketplace” หรือ ตลาดกลางทางการเงิน ที่จะเปิดพื้นที่ให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและมีความต้องการสินเชื่อ เข้ามาแจ้งความต้องการและวางออเดอร์ (Place Order) ความต้องการเงินทุนไว้ในระบบกลางอย่างเปิดเผย

ขณะที่ วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้ง Credit Portal คือ การขจัดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล (Information Asymmetry) ระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ จากประสบการณ์และการวิเคราะห์กระบวนการปล่อยสินเชื่อที่ผ่านมา ธปท.พบอุปสรรคสำคัญคือ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อของสถาบันการเงินมักไม่สามารถค้นหาหรือเข้าถึง SME ที่มีศักยภาพได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าลูกค้ารายดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใด หรือข้อมูลถูกจัดเก็บคุมไว้เฉพาะในบางธนาคาร

ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการ SME เองก็ขาดช่องทางในการเข้าหาธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เหมาะสม การมีระบบกลางจึงเข้ามาปิดช่องว่างตรงนี้โดยตรง

โดยกลไกการทำงานของ Credit Portal จะเปิดกว้างให้สถาบันการเงินทุกกลุ่มเข้ามาใช้งานร่วมกัน ทั้งธนาคารพาณิชย์ (Bank), สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) สถาบันการเงินเหล่านี้จะสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลความต้องการสินเชื่อของ SME ใน Marketplace เพื่อพิจารณาคัดเลือกและเสนอเงื่อนไขสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพได้อย่างตรงจุดและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

ในด้านการขับเคลื่อนใช้งานจริง หลังจากการพัฒนาแพลตฟอร์มเสร็จสิ้น ธปท. มีแผนที่จะประสานความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ ได้แก่ หอการค้าไทย และสมาพันธ์ SME ตลอดจนสถาบันการเงินทุกประเภท เพื่อดึงผู้ประกอบการและผู้ให้กู้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนในการค้นหาลูกค้า (Search Cost) ของฝั่งสถาบันการเงินลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่ง Credit Portal ถือเป็น1 ใน 3 มาตรการสำคัญภายใต้ระบบนิเวศ (Ecosystem) สินเชื่อใหม่ที่ ธปท. กำลังเร่งผลักดัน ที่ออกมาควบคู่กับมาตรการที่ 2 คือ กลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ และมาตรการที่ 3 คือ การจัดทำระบบข้อมูลทางเลือก(Alternative Data /Data Bureau)เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษี และ e-Statement ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยให้ SME และพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีเงินเดือนประจำสามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  • หอการค้าชง 7 ข้อเสนอช่วย “เอสเอ็มอี”

ล่าสุด วันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการ SMEs หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประชุมร่วมกับ ธปท. เพื่อหารือแนวทางพัฒนาแพลตฟอร์ม “SME Credit Portal” เพื่อเป็นตลาดกลางสินเชื่อออนไลน์แบบ One-Stop Service เชื่อมผู้ประกอบการกับสถาบันการเงิน ช่วยลดต้นทุนในการค้นหาสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสม

โดยแพลตฟอร์มนี้จะเป็น One-Stop Service ที่จะค้นหา เปรียบเทียบ และจับคู่ (Matching) สินเชื่อที่เหมาะกับธุรกิจได้ในที่เดียว โดยเลือกลงข้อมูลในบอร์ดกลาง หรือส่งตรงให้สถาบันการเงินที่สนใจได้ทันที และมีพี่เลี้ยงดูแล หากยังไม่ผ่านอนุมัติ ระบบจะส่งต่อไปยังบริการให้คำปรึกษา เพื่อปรับปรุงแผนธุรกิจและเตรียมพร้อมกู้รอบใหม่

ทั้งนี้ ด้านหอการค้าฯ มี 7 ข้อเสนอแนะหลัก โดยเสนอให้พัฒนาแพลตฟอร์มเป็น Gateway ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโร เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลเครดิตและจัดทำ Credit Scoring พร้อมออกแบบให้การกรอกข้อมูลทำได้ง่ายและใช้เฉพาะข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับบุคคลธรรมดาอาจพิจารณาใช้ Credit Scoring ของ “อารี” ที่เครดิตบูโรจัดทำให้กระทรวงการคลัง

  • ชงงัดแผนช่วย “เอสเอ็มอี” เหมือนโควิด-19

นอกจากนี้ หอการค้าไทยฯ ยังเสนอให้กำหนด Positive Incentive เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มอย่างแพร่หลาย

รวมถึงเสนอให้ผ่อนปรนเกณฑ์ SICR (Significant Increase in Credit Risk) สำหรับลูกหนี้กลุ่ม SM หรือ Special Mention โดยให้กลับไปใช้เกณฑ์ผ่อนปรนเช่นเดียวกับช่วงวิกฤตโควิดปี 2563-2565 ก่อนมีการประกาศเกณฑ์ใหม่ในปี 2566

นอกจากนี้ เสนอให้การประเมิน D/E และ DSCR ยึดตามคำสั่งและแนวทางของ ธปท. รวมถึงเสนอให้เริ่มทดสอบระบบกับกลุ่มนำร่อง 7 Reinvent Thailand ของสภาหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก่อนขยายผล

ในส่วนการสนับสนุน Supply Chain Financing หอการค้าไทยเสนอให้ส่งเสริม SME ขนาดกลาง หรือไซซ์ M ทำ Factoring หรือ Invoice Financing ให้กับ SME ขนาดเล็ก หรือไซซ์ S ที่อยู่ในซัปพลายเชน โดยให้ราย M เป็นผู้รับรอง Invoice ของราย S เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจฐานราก

อีกข้อเสนอสำคัญคือ การยกระดับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม โดยวางมาตรการป้องกันอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพใช้ Credit Portal เป็นช่องทางหลอกลวงลูกหนี้

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวล่าสุด ธปท.ได้รับข้อเสนอไปปรับปรุงระบบให้ตอบโจทย์ SME มากที่สุด โดยหอการค้าฯ จะเตรียมพร้อมประสานผู้ประกอบการเข้าร่วมทดสอบระยะนำร่องต่อไป

โดยแผนดำเนินงานถัดไป ธปท.เตรียมเชิญ Stakeholders ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมทดสอบความพร้อมของระบบในเดือนพ.ย. 2569 พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือในระยะต่อไป ก่อนเปิดตัว Credit Portal ในเดือนธ.ค. 2569

  • หวังช่วยลด 3 ต้นทุน

สำหรับรายละเอียดโครงการ SME Credit Portal เป็นโครงการพัฒนา ตลาดกลางสินเชื่อ SMEs แบบ One-Stop Service โดย
มีวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายหลัก คือเป็นตลาดกลางสินเชื่อ ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ SMEs กับกลุ่มผู้ให้สินเชื่อ เช่น ธนาคารพาณิชย์, Virtual Banks, SFIs และ Non-Bank

โดยหวังช่วยลดต้นทุน 3 ด้าน ลด Search Cost ช่วยให้ทั้ง SMEs และผู้ให้สินเชื่อค้นหากันได้ง่ายขึ้น ,ลด Credit Cost นำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมิน เช่น ข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ, telco และเงินฝาก ,ลด Transaction Cost / Acquisition Cost ลดต้นทุนในการยืนยันตัวตนและการตรวจสอบเครดิต บูโร 

สำหรับขอบเขตบริการและรูปแบบการยื่นสินเชื่อ ทั้งเอื้อต่อสินเชื่อใหม่ (New Loan) การขอ รีไฟแนนซ์ สินเชื่อเดิม หรือเอื้อให้สามารถใช้กับสินเชื่อที่ใช้ Invoice Financing

ส่วนรูปแบบการส่งคำขอ กรณี New Loan ข้อมูลคำขอจะแสดงบนกระดานกลาง เพื่อให้ Lender ที่สนใจติดต่อกลับ กรณี Refinance สามารถระบุเจาะจงรายชื่อ Lender และส่งตรงได้สูงสุด 5 ราย
ซึ่ง SMEs ยังไม่ต้อง Upload เอกสารตั้งแต่งานแรก แต่จะ Upload เอกสารเมื่อมี Lender แสดงความสนใจเท่านั้น  โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ เพราะเอสเอ็มอี1 คน สามารถยื่นและติดตามได้หลายคำขอ  หลายธุรกิจ 1 ธุรกิจ (นิติบุคคล) สามารถยื่นและติดตามคำขอได้โดยหลายคน ฯลฯ