วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

โบรกแนะ‘เลี่ยง’กลุ่มโรงกลั่น เซ่นปม กบง. ร่อนมติลดดีเซล 4 บาท เขย่า ‘กำไร’ ฉุดราคาหุ้นดิ่ง 

กบง. ร่อนมติปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นเพิ่มเป็น 4 บาทต่อลิตร เขย่ากำไรหุ้นโรงกลั่นยกแผง “บล.กรุงศรี” ชี้ราคาหุ้นร่วง 4-5% ลงแรงเกินพื้นฐาน มองกระทบกำไรแค่ 3% เผยยังปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมตึงตัว จีนจ่อลดส่งออก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดันค่าการกลั่นสูงยาว “บล.บัวหลวง” แนะหลีกเลี่ยง สะกิดปรับพอร์ตลุย “ปตท.” และกลุ่มปิโตรเคมี “พีทีทีจีซี-เอสซีซี” อานิสงส์ซัพพลายโลกหายดันสเปรดพุ่ง

KEY POINTS

  • คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลลง 4 บาทต่อลิตร
  • มติดังกล่าวสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในกลุ่มโรงกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แนะนำให้นักลงทุน "หลีกเลี่ยง" การลงทุนในระยะสั้น

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ยกระดับมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ทั้งเกรด B0, B7 และ B20 ลงในอัตรา 4.00 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการปรับลดในอัตราที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่เคยประกาศไว้ 2.40 บาทต่อลิตร โดยมาตรการระลอกใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. ถึง 31 ต.ค.2569 รวมระยะเวลา 46 วัน ต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา

ประเด็นดังกล่าว สะเทือนต่อ “ตลาดหุ้นไทย” ต้องเผชิญแรงกดดันจาก “หุ้นกลุ่มโรงกลั่น” ที่ราคาปรับตัวลงแรงจากความกังวลด้านนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการปรับกลไกราคา

โบรกแนะ‘เลี่ยง’กลุ่มโรงกลั่น เซ่นปม กบง. ร่อนมติลดดีเซล 4 บาท เขย่า ‘กำไร’ ฉุดราคาหุ้นดิ่ง 

บ่งชี้ผ่านความเคลื่อนไหว “กลุ่มโรงกลั่น” ปิดตลาดวานนี้ (16 ก.ย.2569) ราคาดิ่งแรง นำทีมโดย หุ้น TOP ร่วง 4.17% มาอยู่ที่ 63.25 บาท หุ้น SPRC ร่วง 3.60% มาอยู่ที่ 13.40 บาท หุ้น IRPC ร่วง 7.43% มาอยู่ที่ 2.74 บาท หุ้น BCP ร่วง 3.08% มาอยู่ที่ 55.00 บาท 

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กรณีราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่ปรับตัวลดลงแรงเป็นผลมาจากความเสี่ยงเชิงนโยบายของรัฐที่เข้ามาปรับเปลี่ยนกลไกราคาประมาณ 4 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อประมาณการ “กำไร” จริงเพียง 3-4% และกระทบต่อมูลค่าพื้นฐานไม่ถึง 1% เท่านั้น

โบรกแนะ‘เลี่ยง’กลุ่มโรงกลั่น เซ่นปม กบง. ร่อนมติลดดีเซล 4 บาท เขย่า ‘กำไร’ ฉุดราคาหุ้นดิ่ง 

 

สำหรับ ภาพอุตสาหกรรมระยะกลางและยาว ยังคงมีปัจจัยหนุนที่ช่วยยกฐานค่าการกลั่น (GRM) อยู่ในระดับสูง เนื่องจากกำลังการผลิตโรงกลั่นทั่วโลกอยู่ในภาวะตึงตัวมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาจากการชะลอลงทุน ประกอบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีการโจมตีโรงกลั่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญจากทางการจีนที่กำลังพิจารณาอย่างเข้มข้นในการชะลอหรือลดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาจีนมีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ออกไปค่อนข้างมากในช่วงที่มีปัญหาเส้นทางขนส่งทางเรือ ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศมีความแข็งแกร่ง

“การที่จีนอาจลดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือว่ามีผลกระทบเยอะมาก ซึ่งจะส่งผลให้แนวโน้มค่าการกลั่นสูงขึ้นอีก และดันให้ ค่าการกลั่น (GRM) ทรงตัวในระดับสูง (Stay High) ไปจนถึงสิ้นปีนี้หรืออย่างน้อยปีหน้า นักลงทุนจึงควรมองภาพโรงกลั่นที่มีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มากกว่าผลกระทบจากนโยบายระยะสั้น”

ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาเป็นโอกาสเข้า “สะสม”สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากปัจจัยกดดันเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น และไม่ได้ทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมระยะยาวเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ คาดว่าบรรยากาศตลาดโดยรวมจะเริ่มดีขึ้นหลังทราบผลการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังมีประเด็นบวกจากการลุ้นเข้าคำนวณในดัชนี MSCIในช่วง 3 รอบการพรีวิวถัดไป (ตั้งแต่นับจากเดือนพ.ย.ปีนี้ไปจนถึงพ.ค.ปีหน้า) ซึ่งขึ้นอยู่กับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap), สภาพคล่อง และสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยต่างชาติ (FIF Threshold)

“ระยะกลางระยะยาวสามารถสะสมได้ จริง ๆ มองแรงกดดันจากนโยบายรัฐรอบนี้เป็นปัจจัยระยะสั้นเฉพาะโรงกลั่น แต่ไม่ได้ทำให้ ทั้งอุตสาหกรรมในระยะยาวเปลี่ยนโครงสร้าง และตลาดเองน่าจะดีขึ้นหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย”

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า การแทรกแซงราคาพลังงานต่อเนื่องของรัฐในครั้งนี้ สร้างดาวน์ไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นหลักอย่างมีนัยสำคัญ

โดยคาดว่า BCP จะได้รับผลกระทบมากที่สุดในเชิงมูลค่า กำไรลดลงราว 2.7 พันล้านบาท คิดเป็น 8% ของประมาณการกำไรปีนี้ ตามมาด้วย IRPC ที่กำไรคาดว่าจะหายไป 2.6 พันล้านบาท ซึ่งกระทบสูงถึง 17% ของประมาณการกำไร ขณะที่ TOP คาดกำไรลดลง 2.4 พันล้านบาท หรือกระทบ 5% และ SPRC คาดกำไรลดลง 1.4 พันล้านบาท หรือกระทบ 7%

จากความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐที่ยังคงเข้ามากดดันอัตรากำไรอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงแนะนำให้นักลงทุน “หลีกเลี่ยง” หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นออกไปก่อน แล้วพิจารณาปรับพอร์ตย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีโครงสร้าง “กำไรแข็งแกร่ง” และมี “ความเสี่ยง” ด้านนโยบายต่ำกว่า โดยมองว่า PTT เป็นหุ้นเด่นจากโครงสร้างธุรกิจที่มีการกระจายความเสี่ยงหลากหลาย ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังแนะนำสะสมหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง PTTGC และ SCC เนื่องจากสถานการณ์สงครามในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างหนักจนทำลายกำลังการผลิตปิโตรเคมีในตลาดโลกหายไปราว 20% ซึ่งการลดลงของอุปทานมหาศาลนี้ จะกลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ยืนระยะในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มปิโตรเคมีเติบโตได้อย่างแกร่งในระยะถัดไป