วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

EVEANDBOY จากร้านเครื่องสำอาง 2 คูหา สู่เมกะบิวตี้สโตร์ 5.3 พันล้าน จ่อเข้า SET

EVEANDBOY จ่อเข้า SET ระดมทุนขยาย 68 สาขา เตรียมเสนอขาย IPO 170.35 ล้านหุ้น หวังต่อยอดธุรกิจค้าปลีกความงาม หลังรายได้ปี 2568 แตะ 5.3 พันล้านบาท

KEY POINTS

  • EVEANDBOY มีจุดเริ่มต้นจากร้านค้าท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจครอบครัว "สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต" ก่อนจะขยายสาขาเข้าสู่กรุงเทพฯ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังเปิดสาขาที่สยามสแควร์ในปี 2555
  • ธุรกิจได้เติบโตจนกลายเป็นเมกะบิวตี้สโตร์ที่มี 71 สาขาทั่วประเทศ (ณ 30 มิ.ย. 2569) และสร้างรายได้รวมในปี 2568 สูงถึง 5,339.27 ล้านบาท (5.3 พันล้านบาท) โดยครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกความงามเฉพาะทางเป็นอันดับ 1 ของไทย
  • บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลต่อ ก.ล.ต. เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 170.354 ล้านหุ้น และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • เงินที่ได้จากการระดมทุนมีแผนจะนำไปใช้ขยายสาขาเพิ่มอีก 68 สาขาภายใน 2 ปี (ปี 2569-2570) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรองรับการเติบโตในตลาดค้าปลีกความงามที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ตลาดค้าปลีกความงามของไทยกำลังขยับเข้าสู่การแข่งขันอีกระดับ เมื่อ “ความงาม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องสำอางอีกต่อไป แต่ขยายครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง น้ำหอม ไปจนถึงสินค้าเพื่อสุขภาพและการดูแลตัวเอง ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนจากการซื้อสินค้าตามความเคยชินมาเป็นการค้นหา ทดลอง เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อผ่านทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกความงามต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับตลาดที่มีทั้งโอกาสเติบโตและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ตลาด Beauty and Personal Care ของไทยในปี 2568 มีมูลค่าค้าปลีกประมาณ 2.70 แสนล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน ขณะที่ตลาด Mass Beauty and Personal Care มีมูลค่าประมาณ 1.90 แสนล้านบาท และเติบโต 6% เช่นกัน การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้จ่ายด้านความงามและการดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกันโซเชียลมีเดียและคอนเทนต์รีวิวก็เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การสร้างความต้องการไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ

ดังนั้น เมื่อมองตลาดในมุมของค้าปลีกเฉพาะทาง ผู้บริโภคจึงไม่ได้มองเพียงว่าร้านไหนขายเครื่องสำอาง แต่ให้ความสำคัญกับจำนวนแบรนด์ ความหลากหลายของสินค้า ราคา โปรโมชั่น ความสะดวกในการเข้าถึง รวมถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากร้าน ทำให้การแข่งขันของผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้เป็นจุดหมายของคนที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าและติดตามเทรนด์ความงามไปพร้อมกัน

หนึ่งในผู้เล่นที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดคงหนีไม่พ้น “EVEANDBOY” จากร้านค้าความงามขนาดเล็กในจังหวัดมหาสารคาม วันนี้กลายเป็นเมกะบิวตี้สโตร์ที่มีเครือข่าย 71 สาขา และกำลังขยับอีกครั้งด้วยการเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพภายใต้แบรนด์ “EVEANDBOY” ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดธุรกิจพาณิชย์

EB มีแผนเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 170.354 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลัง IPO จากปัจจุบันมีหุ้นสามัญออกและชำระแล้ว 509.70 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 680.054 ล้านหุ้นหลังการเสนอขาย โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะกำหนดราคาเสนอขายและมูลค่าการเสนอขายในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทมีแผนนำไปใช้สำหรับการขยายสาขา เป็นเงินทุนหมุนเวียน และจัดซื้อสินค้าเพื่อจำหน่าย สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่ต้องการเร่งเพิ่มเครือข่ายร้านค้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ โดยวางแผนเปิดสาขาใหม่ 33 สาขาในปี 2569 และอีก 35 สาขาในปี 2570 รวม 68 สาขาภายใน 2 ปี พร้อมเดินหน้าขยายยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ และเพิ่มยอดขายจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว

ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 กลุ่มบริษัทมีร้านค้ารวม 71 สาขา กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ มีสินค้ามากกว่า 24,000 หน่วยเก็บสินค้า หรือ SKU ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ การขยายตัวของธุรกิจยังสะท้อนผ่านส่วนแบ่งตลาด โดยข้อมูล Euromonitor International ระบุว่า EVEANDBOY เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 2.3% ในปี 2559 เป็น 15.6% ในปี 2568

ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นยังสะท้อนภาพธุรกิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้ก่อตั้ง โดยก่อน IPO ณ วันที่ 1 ก.ย. 2569 บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 33.36% นายหิรัญ ตันมิตร ถือหุ้นโดยตรง 28.11% นายปริญญา วะนะศุข ถือหุ้นโดยตรง 25.94% และ Ultimate Bliss Holdings Limited ถือหุ้น 11.77% โดยบริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด และ Ultimate Bliss Holdings Limited เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่นายหิรัญและนายปริญญาถือหุ้นฝ่ายละ 50%

นอกจากนี้ หลังจาก IPO สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จะลดลงเหลือ 25% นายหิรัญเหลือ 21.07% นายปริญญาเหลือ 19.44% และ Ultimate Bliss Holdings Limited เหลือ 8.82% ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าถือหุ้นรวม 25.05% โดยเมื่อรวมการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม นายหิรัญและนายปริญญาจะยังถือหุ้นประมาณ 38.0% และ 36.4% ตามลำดับ ทำให้ทั้งสองยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารของบริษัท

โดยการเดินหน้าเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ EVEANDBOY มีฐานธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการที่เติบโตขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 3,292 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 748 ล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นในปี 2567 เป็นรายได้ 4,425.71 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,101.51 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 รายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 5,339.27 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,218.75 ล้านบาท

ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,370.39 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 597.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 568.09 ล้านบาท โดยรายได้หลักยังมาจากการจำหน่ายสินค้า ซึ่งปี 2568 มีรายได้จากการขาย 4,933.69 ล้านบาท คิดเป็น 92.40% ของรายได้รวม และช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้จากการขาย 2,544.69 ล้านบาท คิดเป็น 92.11% ของรายได้รวม

แต่ทว่ากว่าจะมาถึงวันที่ EVEANDBOY มีรายได้ระดับ 5,000 ล้านบาท และกำลังเตรียมตัวเป็นบริษัทจดทะเบียน จุดเริ่มต้นของธุรกิจกลับมาจากร้านค้าท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคาม

ทั้งนี้ รากฐานของ EVEANDBOY มาจาก “สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต” ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกของครอบครัวตันมิตร ดำเนินธุรกิจในมหาสารคามในช่วงที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เริ่มขยายสาขาเข้าสู่ต่างจังหวัด การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทำให้ธุรกิจท้องถิ่นต้องมองหาสินค้าและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้า

โดย หิรัญ ตันมิตร หรือ “บอย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง  และพี่สาว หรือ สุธาวัลย์ ตราชู “อีฟ” ประธานที่ปรึกษา บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นทายาท จึงทดลองนำพื้นที่ส่วนหนึ่งของร้านมาจำหน่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นร้านเฉพาะทางด้านความงาม โดยชื่อ EVEANDBOY ก็มาจากชื่อเล่นของสองพี่น้อง

จากจุดเริ่มต้นในมหาสารคาม ธุรกิจขยายไปยังขอนแก่น ก่อนเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ และเปิดสาขาที่สยามสแควร์ในปี 2555 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำเลดังกล่าวเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่น แฟชั่น และวัฒนธรรมใหม่ ๆ การเข้ามาของ EVEANDBOY จึงทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

จังหวะดังกล่าวยังสอดรับกับการเติบโตของโซเชียลมีเดียและกระแสรีวิวสินค้าใน YouTube, Facebook และ Instagram ผู้บริโภคเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น ก่อนตัดสินใจเดินเข้าร้านเพื่อทดลองและเลือกซื้อสินค้า ความหลากหลายของแบรนด์และสินค้าที่ EVEANDBOY นำมารวมไว้ในพื้นที่เดียวจึงกลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้ร้านแตกต่างจากร้านเครื่องสำอางทั่วไป

จากนั้น EVEANDBOY เดินหน้าขยายสาขาและเพิ่มประเภทสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกความงามรายสำคัญของไทย ปัจจุบันบริษัทมีทั้งร้านค้าสาขาและช่องทางออนไลน์ ครอบคลุมเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์ม E-Commerce และ Social Commerce

จากร้านเล็ก ๆ ในมหาสารคาม สู่การเป็น Beauty Destination ที่มีสาขาทั่วประเทศ เส้นทางของ EVEANDBOY จึงเดินทางมาถึงอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชนเข้าสู่ตลาดทุน การขายหุ้น IPO ครั้งนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้บริษัทมีเงินทุนสำหรับเดินหน้าขยายสาขา แต่ยังเป็นบททดสอบอีกครั้งว่าโมเดลค้าปลีกความงามที่สร้างฐานมาจากต่างจังหวัด จะสามารถขยายขนาดธุรกิจต่อไปได้มากแค่ไหนในตลาดที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทและการแข่งขันกำลังเข้มข้นขึ้นทุกปี