ตลท. เผยดัชนีหุ้นไทยเดือน ส.ค. ปรับฐานลง 1.8% หลุดระดับ 1,600 จุด รับแรงกดดันภายนอก ทั้งบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งดันภาวะ Risk-off และความกังวลดอกเบี้ยเฟด แต่เชื่อมั่นพื้นฐาน บจ. ไทยยังแกร่ง หลังงบ CAPEX ครึ่งปีแรกทะลุ 2.5 แสนล้าน สอดรับ FDI ทะลัก 5 แสนล้าน หนุนเกิด Positive Investment Cycle มั่นใจหุ้น Domestic Play และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐดันตลาดฟื้นตัวระยะยาว
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงในภาวะ "พักฐาน" จากปัจจัยกดดันภายนอก โดยเฉพาะภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น
- ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน (CAPEX) และเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวในระดับสูง
- ตลท. คาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี จากมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ ประกอบกับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ดัชนี SET Index อยู่ในสภาวะ "พักฐาน" โดยปิดลดลงประมาณ 1.8% หรือปรับลงเกือบ 30 จุด ลงมาเคลื่อนไหวระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย ท่ามกลางมรสุมปัจจัยลบจากต่างประเทศที่กดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะ "ปิดรับความเสี่ยง" (Risk-off) ในระดับโลก โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นอย่างเร่งตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ซึ่งพันธบัตรอายุ 10 ปีขยับเข้าใกล้ 5% ขณะที่อายุ 30 ปีทะลุ 5% จากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ประกอบกับความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยต่างชาติเหล่านี้ส่งผลให้เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออก (Fund Flow) จากตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมราว 20,000 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ดี ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังคงเป็นบวกอยู่ที่ประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท และสภาพคล่องในตลาดยังคงแข็งแกร่งด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันราว 75,000 ล้านบาท
นายอัสสเดช ระบุว่า แม้ Bond Yield สหรัฐฯ จะพุ่งสูงจนดึงดูดเงินทุนบางส่วนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง แต่ส่วนต่างกำไรของตลาดหุ้นไทยกับผลตอบแทนพันธบัตร (Earning Yield Gap) ยังคงอยู่ในระดับสูงพอที่จะรองรับความผันผวนได้ นอกจากนี้ เครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศยังส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยสภาพัฒน์ได้ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นมาอยู่ที่ 2–2.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนได้จากงบลงทุน (CAPEX) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 1 และ 2 ที่พุ่งสูงถึง 200,000–250,000 ล้านบาท ขยายตัว 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งปีแรกก็เข้ามาสูงถึง 500,000 ล้านบาท เกิดเป็น "วัฏจักรการลงทุนเชิงบวก" (Positive Investment Cycle) ที่ช่วยต่อยอดการเติบโตในอุตสาหกรรมใหม่
ในด้านรายอุตสาหกรรม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบมากที่สุดในฐานะหุ้นเติบโต (Growth Stock) แต่ตลาดได้กลุ่มพลังงานและกลุ่มส่งออกเข้ามาช่วยประคอง จากอานิสงส์ของราคาน้ำมันและค่าเงิน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดีเกินคาด มีการเติบโตทั้งแบบ QoQ และ YoY ดันให้ EPS และ Valuation ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีความน่าสนใจจนมีโอกาสเกิดการปรับระดับราคาขึ้นใหม่ (Re-rating) ในอนาคตสอดคล้องกับรายงานธนาคารโลก (World Bank) ที่มองว่าไทยมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เป็น Growth Engin
Valuation หุ้นไทยระดับน่าสน-Earning Yield Gap เปิดกว้าง
สำหรับทิศทางระยะถัดไป ในมุมมองด้านราคาและการประเมินมูลค่า (Valuation) ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่มีความน่าสนใจสูง โดยการที่ดัชนีปรับฐานลงมาในสวนทางกับผลกำไร (Earnings) ที่เติบโตขึ้น ได้ส่งผลให้ค่า P/E (Price to Earnings) หรือระดับราคาเทียบกับกำไรของหุ้นไทยถูกลงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังพอสมควร
ขณะเดียวกัน ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนจากกำไรหุ้นเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Earning Yield Gap) ยังคงมีช่องว่าง (Cushion) ที่กว้างกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง สะท้อนว่าความเสี่ยงในการลงทุนปรับลดลง และทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเชิงเปรียบเทียบ
สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่า ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น การผ่าน พ.ร.ก. วงเงิน 400,000 ล้านบาท และการเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีในเดือนตุลาคม ซึ่งจะเข้ามาเติมสภาพคล่องและเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐโดยตรง
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่อิงการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Play) รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยวปลายปี และการเป็น host จัดกิจกรรมระดับนานาชาติ เช่น การประชุม World Bank และงานอีเวนต์ใหญ่อีกหลายรายการ ที่จะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ SET Index ยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
มรสุม EPS ผันผวน-ตลท. ชี้ “ความมั่นคงการเมือง” คือหัวใจดึงดูดต่างชาติ
นายอัสสเดช ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ในระยะสั้น ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดจะมีความผันผวนสูงตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่ ตลท. ยังคงเชื่อมั่นว่า การขยายตัวของงบลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความชัดเจนและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้ข้ามผ่านความผันผวนระยะสั้นไปได้
ทั้งนี้ จากการรับฟังมุมมองของนักลงทุนต่างชาติในเวที Thailand Focus ยอมรับว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาตินั้นผูกติดอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแยกไม่ออก โดยนักลงทุนยกให้ความมั่นคงทางภาครัฐและการเมืองมีความสำคัญเป็นอันดับ 1 ควบคู่ไปกับผลประกอบการของภาคธุรกิจ เนื่องจากกังวลว่าหากนโยบายที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิบัติ (Action Plan) ต้องสะดุดลง จะส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการเติบโตของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น นักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้กังวลปัจจัยการเมืองในประเทศ โดยยังคงประเมินว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีความมั่นคงเพียงพอที่จะบริหารประเทศและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้





