หุ้นไทยปิดบวก 3.07 จุด นักวิเคราะห์เผยนักลงทุนชะลอรอดูทิศทางตลาดสหรัฐฯ ขณะเดียวกันชู DELTA เด่น ไตรมาส 4/2569 แนะซื้อเป้า 300 บาท
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,621.89 จุด เพิ่มขึ้น 3.07 จุด (+0.19%) โดยภาพรวมเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideway)
- นักวิเคราะห์จาก บล.กสิกรไทย ระบุว่า นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่จะกลับมาเปิดทำการในคืนนี้
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูง, ทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น และความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน
- นักวิเคราะห์เตือนให้ระวังภาวะ "หุ้นกระจุกตัว" ในไตรมาส 4 หาก Bond Yield สหรัฐฯ ยังคงสูง ซึ่งดัชนีอาจปรับขึ้นจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (8 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,621.89 จุด บวก 3.07 จุด หรือ 0.19% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,625.94 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,614.49 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 66,138.02 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 275.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.36% มูลค่าซื้อขาย 4,753.82 ล้านบาท
2. PTT ราคาปิด 42.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.81% มูลค่าซื้อขาย 3,259.04 ล้านบาท
3. GULF ราคาปิด 62.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.40% มูลค่าซื้อขาย 3,193.24 ล้านบาท
4. PTTEP ราคาปิด 153.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 2.00% มูลค่าซื้อขาย 3,098.35 ล้านบาท
5. TOP ราคาปิด 66.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 4.30% มูลค่าซื้อขาย 2,781.65 ล้านบาท
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway โดยดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งจะกลับมาเปิดทำการในคืนนี้
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะนี้ ได้แก่ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน หลังมีรายงานว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงในเดือนส.ค.2569 เพื่อนำเงินมาพยุงและรักษาเสถียรภาพค่าเงินเยน ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นจากระดับประมาณ 160 เยนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ราว 153-154 เยนต่อดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและเข้าใกล้ระดับ 99-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะหากราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อทั่วโลกจะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นยังมีปัจจัยบวกจากกระแสการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิปและ Semiconductor
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในไตรมาส 4/2569 หาก Bond Yield สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงและปัญหาดังกล่าวลากยาวต่อเนื่อง นักลงทุนต้องระมัดระวังภาวะ “หุ้นกระจุกตัว” โดยดัชนีอาจปรับตัวขึ้นจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว มากกว่าการปรับขึ้นในวงกว้าง
โดยลักษณะดังกล่าวมีโอกาสคล้ายกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 200-300 จุด แต่เป็นการปรับขึ้นที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่บางตัว โดยมี DELTA GULF และ ADVANC เป็นหุ้นที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด
สำหรับหุ้นที่มีมุมมองเชิงบวกเป็นพิเศษ คือ DELTA โดยล่าสุดได้ปรับเพิ่มมุมมองและอันดับความน่าสนใจของหุ้นดังกล่าวขึ้น โดยแนะนำ “ซื้อ” DELTA และประเมินราคาเหมาะสมที่ 300 บาท ซึ่งราคาหุ้น DELTA ที่ปรับฐานลงมากกว่า 30% ในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสม เนื่องจากคาดว่าในไตรมาส 4/2569 DELTA มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นและ Outperform ตลาดได้อย่างชัดเจน





