เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ไทย-โลก โบรกชี้ ‘เซต’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด มองมาตรการคุมหุ้นร้อนไทยเพียงพอ ชี้ “แคชบาลานซ์” เบรกผันผวนระยะสั้น
กฎเกณฑ์การกำกับดูแล “ตลาดหุ้นเอเชีย” รวมถึง “ตลาดหุ้นไทย” (SET INDEX) และ “ตลาดพัฒนาแล้ว” มีระดับความเข้มงวดแตกต่างกันไป โดยเฉพาะการดูแลหุ้นที่มีความเคลื่อนไหว “ร้อนแรง” และราคาปรับขึ้นลงรวดเร็ว รวมทั้ง “แรงเก็งกำไร” ที่อาจถูกเร่งจากโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กที่มีข้อมูลให้นักลงทุนติดตามจำกัด
สะท้อนผ่านมุมมอง “นักวิเคราะห์” เทียบกติกาตลาดหุ้นไทยกับตลาดเอเชียและประเทศพัฒนาแล้ว ชี้ให้เห็นว่า “ตลาดหุ้นไทย” เน้นคุ้มครอง “ผู้ลงทุน” และ “กำกับเชิงรุก” โดย “บัญชีแคชบาลานซ์” (Cash Balance) เข้มกว่าหลายตลาด ขณะที่ “การขายชอร์ต” (Short Selling) อยู่ระดับปานกลาง นอกจากนี้ เตือนการเพิ่มมาตรการมากเกินไปอาจกระทบ “สภาพคล่อง” และ “ความต่อเนื่องของการซื้อขาย”
“เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กฎเกณฑ์ตลาดหุ้นแต่ละประเทศไม่ควรดูเฉพาะ “กฎระเบียบ” (Regulations) แต่ต้องพิจารณาแนวทางปฏิบัติและบริบทของแต่ละตลาดควบคู่กัน เพราะกฎเกณฑ์ส่วนมากพัฒนาจากบทเรียน และปัญหาในอดีต โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่มีการยกระดับเกณฑ์ให้เข้มงวดขึ้นหลังเผชิญปัญหาบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยก็ปรับปรุงมาตรฐานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องจากบทเรียนด้านการกำกับดูแลและบรรษัทภิบาลที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ตลาดหุ้นโดยตรงอาจไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะตลาดขนาดเล็ก เพราะว่าแต่ละประเทศมีโครงสร้างตลาดหุ้น พฤติกรรมนักลงทุน และปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน ขณะที่ ระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ก็มีความต่างกัน เช่น ตลาดหุ้นไทยสามารถดำเนินการได้ภายในวันเดียวกันในบางกระบวนการ ขณะที่ ตลาดหุ้นสิงคโปร์อาจใช้เวลา 2-3 วัน จึงไม่ควรนำมาตรการของแต่ละตลาดมาเทียบกันแบบตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ เครื่องมือของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึง Cash Balance ช่วยลดแรงการเก็งกำไรได้ โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาพุ่งเร็ว และเริ่มไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน พร้อมทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือน” ให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง ขณะที่ โบรกเกอร์ได้บทเรียนจากปัญหา Margin Loan หรือเงินกู้ยืมจากบริษัทหลักทรัพย์ในอดีต จึงยกระดับการบริหารความเสี่ยงและควบคุมการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้น
อย่างไรก็ดี ระบบกำกับดูแลหุ้นร้อนแรงของไทยพัฒนาขึ้นมาก แต่ยังท้าทายจากหุ้น Small Cap ที่เพิ่มขึ้นและบางตัวราคาพุ่งแรงจนดูผิดปกติ ขณะที่บางบริษัทอาจมีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มธุรกิจดีขึ้นจริง อีกทั้งหุ้นขนาดเล็กจำนวนมากไม่มีนักวิเคราะห์ติดตาม ทำให้ข้อมูลประเมินมูลค่าจำกัด และยากต่อการแยกแยะระหว่างหุ้นที่เติบโตจริงกับหุ้นที่ถูกเก็งกำไร
“ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ภาพรวมกฎกำกับตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางเข้มงวด โดยช่วงปี 2566-2568 มีการยกระดับมาตรการคุมการเก็งกำไรและ Cash Balance มากขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและการซื้อขายผิดปกติ
ด้าน Short Selling ไทยมีข้อจำกัดมากกว่าหลายตลาดในเอเชีย โดยอนุญาตเฉพาะหุ้นใน SET 100 ขณะที่เกาหลีใต้มีราว 2,700 บริษัท ส่วนญี่ปุ่นและสิงคโปร์ไม่ได้จำกัดประเภทหุ้นในลักษณะเดียวกัน ซึ่ง Short Selling ไทยอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับเอเชีย ส่วน High Frequency Trading หรือ HFT และ Algorithmic Trading กำหนดให้ผู้ใช้งาน HFT ขึ้นทะเบียนเพื่อให้หน่วยงานกำกับติดตามได้ เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะที่ฮ่องกงเปิดกว้างกว่า
อย่างไรก็ตาม ไทยมีความเข้มงวดโดดเด่นด้าน Cash Balance ซึ่งใช้ควบคุมหุ้นร้อนแรงและลดการเก็งกำไร ขณะที่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ไม่มีมาตรการในรูปแบบเดียวกัน สะท้อนไทยมีเกณฑ์คุมหุ้นร้อนแรงเข้มกว่าหลายตลาดสำคัญในเอเชีย
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวทางกำกับดูแลตลาดหุ้นไทยเน้น “การคุ้มครองผู้ลงทุน” (Investor Protection) ทั้งด้าน “การเปิดเผยข้อมูล” และ “การประเมินความเหมาะสมด้านความเสี่ยง” ดังนั้น จึงทำให้ไทยมี “การกำกับดูแลเชิงรุก” และ สร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ผู้ลงทุน โดยเฉพาะหุ้นหรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
สำหรับ Cash Balance เป็นเครื่องมือช่วยลดความร้อนแรงของการเก็งกำไรและจำกัดความเสี่ยงในหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ สะท้อนแนวทางกำกับดูแลที่เน้นคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ไทยมีการกำกับเชิงรุกมากกว่า ขณะที่ตลาดเหล่านั้นให้น้ำหนักกับการที่ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลและรับความเสี่ยงเอง พร้อมเปิดให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเสรีมากกว่า
ขณะที่ ไทยหากพบหุ้นปรับตัวขึ้นผิดปกติ บวกกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถติดตามและขอให้บริษัทจดทะเบียนชี้แจงข้อมูล รวมถึงตรวจสอบความผิดปกติของข้อมูลและงบการเงิน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจ
ส่วน “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” หน่วยงานกำกับดูแลมักไม่ได้ลงรายละเอียดในระดับเดียวกัน เนื่องจากมีขนาดตลาดและจำนวนผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำนวนมาก ขณะที่แนวคิดพื้นฐานยังให้นักลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจลงทุนของตัวเอง
สำหรับการกำกับดูแลหุ้นร้อนแรงในยุค AI และ Social Media มองว่า มาตรการของไทยปัจจุบันค่อนข้างเพียงพอแล้ว โดยไทยมีกลไกอย่าง Ceiling, Floor และมาตรการดูแลหุ้นร้อนแรง ช่วยจำกัดความผันผวน ขณะที่นักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมีประสบการณ์กับตลาดที่ราคาหุ้นอาจผันผวนรุนแรงได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มมาตรการเข้มงวดมากเกินไปอาจกระทบความต่อเนื่องของการซื้อขายและสภาพคล่อง จึงควรรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุนกับการเปิดให้กลไกตลาดทำงาน พร้อมส่งเสริมความรู้ด้านความเสี่ยงควบคู่กัน





