วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ ไทย-โลก โบรกชี้ ‘SET’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด

เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ไทย-โลก โบรกชี้ ‘เซต’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด มองมาตรการคุมหุ้นร้อนไทยเพียงพอ ชี้ “แคชบาลานซ์” เบรกผันผวนระยะสั้น

กฎเกณฑ์การกำกับดูแล “ตลาดหุ้นเอเชีย” รวมถึง “ตลาดหุ้นไทย” (SET INDEX) และ “ตลาดพัฒนาแล้ว” มีระดับความเข้มงวดแตกต่างกันไป โดยเฉพาะการดูแลหุ้นที่มีความเคลื่อนไหว “ร้อนแรง” และราคาปรับขึ้นลงรวดเร็ว รวมทั้ง “แรงเก็งกำไร” ที่อาจถูกเร่งจากโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กที่มีข้อมูลให้นักลงทุนติดตามจำกัด

เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ ไทย-โลก โบรกชี้ ‘SET’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด

สะท้อนผ่านมุมมอง “นักวิเคราะห์” เทียบกติกาตลาดหุ้นไทยกับตลาดเอเชียและประเทศพัฒนาแล้ว ชี้ให้เห็นว่า “ตลาดหุ้นไทย” เน้นคุ้มครอง “ผู้ลงทุน” และ “กำกับเชิงรุก” โดย “บัญชีแคชบาลานซ์” (Cash Balance) เข้มกว่าหลายตลาด ขณะที่ “การขายชอร์ต” (Short Selling) อยู่ระดับปานกลาง นอกจากนี้ เตือนการเพิ่มมาตรการมากเกินไปอาจกระทบ “สภาพคล่อง” และ “ความต่อเนื่องของการซื้อขาย” 

เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ ไทย-โลก โบรกชี้ ‘SET’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด

“เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กฎเกณฑ์ตลาดหุ้นแต่ละประเทศไม่ควรดูเฉพาะ “กฎระเบียบ” (Regulations) แต่ต้องพิจารณาแนวทางปฏิบัติและบริบทของแต่ละตลาดควบคู่กัน เพราะกฎเกณฑ์ส่วนมากพัฒนาจากบทเรียน และปัญหาในอดีต โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่มีการยกระดับเกณฑ์ให้เข้มงวดขึ้นหลังเผชิญปัญหาบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยก็ปรับปรุงมาตรฐานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องจากบทเรียนด้านการกำกับดูแลและบรรษัทภิบาลที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ตลาดหุ้นโดยตรงอาจไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะตลาดขนาดเล็ก เพราะว่าแต่ละประเทศมีโครงสร้างตลาดหุ้น พฤติกรรมนักลงทุน และปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน ขณะที่ ระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ก็มีความต่างกัน เช่น ตลาดหุ้นไทยสามารถดำเนินการได้ภายในวันเดียวกันในบางกระบวนการ ขณะที่ ตลาดหุ้นสิงคโปร์อาจใช้เวลา 2-3 วัน จึงไม่ควรนำมาตรการของแต่ละตลาดมาเทียบกันแบบตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ เครื่องมือของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึง Cash Balance ช่วยลดแรงการเก็งกำไรได้ โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาพุ่งเร็ว และเริ่มไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน พร้อมทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือน” ให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง ขณะที่ โบรกเกอร์ได้บทเรียนจากปัญหา Margin Loan หรือเงินกู้ยืมจากบริษัทหลักทรัพย์ในอดีต จึงยกระดับการบริหารความเสี่ยงและควบคุมการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้น

อย่างไรก็ดี ระบบกำกับดูแลหุ้นร้อนแรงของไทยพัฒนาขึ้นมาก แต่ยังท้าทายจากหุ้น Small Cap ที่เพิ่มขึ้นและบางตัวราคาพุ่งแรงจนดูผิดปกติ ขณะที่บางบริษัทอาจมีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มธุรกิจดีขึ้นจริง อีกทั้งหุ้นขนาดเล็กจำนวนมากไม่มีนักวิเคราะห์ติดตาม ทำให้ข้อมูลประเมินมูลค่าจำกัด และยากต่อการแยกแยะระหว่างหุ้นที่เติบโตจริงกับหุ้นที่ถูกเก็งกำไร

เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ ไทย-โลก โบรกชี้ ‘SET’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด

“ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ภาพรวมกฎกำกับตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางเข้มงวด โดยช่วงปี 2566-2568 มีการยกระดับมาตรการคุมการเก็งกำไรและ Cash Balance มากขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและการซื้อขายผิดปกติ

ด้าน Short Selling ไทยมีข้อจำกัดมากกว่าหลายตลาดในเอเชีย โดยอนุญาตเฉพาะหุ้นใน SET 100 ขณะที่เกาหลีใต้มีราว 2,700 บริษัท ส่วนญี่ปุ่นและสิงคโปร์ไม่ได้จำกัดประเภทหุ้นในลักษณะเดียวกัน ซึ่ง Short Selling ไทยอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับเอเชีย ส่วน High Frequency Trading หรือ HFT และ Algorithmic Trading กำหนดให้ผู้ใช้งาน HFT ขึ้นทะเบียนเพื่อให้หน่วยงานกำกับติดตามได้ เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะที่ฮ่องกงเปิดกว้างกว่า

อย่างไรก็ตาม ไทยมีความเข้มงวดโดดเด่นด้าน Cash Balance ซึ่งใช้ควบคุมหุ้นร้อนแรงและลดการเก็งกำไร ขณะที่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ไม่มีมาตรการในรูปแบบเดียวกัน สะท้อนไทยมีเกณฑ์คุมหุ้นร้อนแรงเข้มกว่าหลายตลาดสำคัญในเอเชีย

เกณฑ์สกัด ‘หุ้นร้อน’ ไทย-โลก โบรกชี้ ‘SET’ เน้น ‘เกราะคุ้มครองผู้ลงทุน’ เข้มกว่าหลายตลาด

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวทางกำกับดูแลตลาดหุ้นไทยเน้น “การคุ้มครองผู้ลงทุน” (Investor Protection) ทั้งด้าน “การเปิดเผยข้อมูล” และ “การประเมินความเหมาะสมด้านความเสี่ยง” ดังนั้น จึงทำให้ไทยมี “การกำกับดูแลเชิงรุก” และ สร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ผู้ลงทุน โดยเฉพาะหุ้นหรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

สำหรับ Cash Balance เป็นเครื่องมือช่วยลดความร้อนแรงของการเก็งกำไรและจำกัดความเสี่ยงในหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ สะท้อนแนวทางกำกับดูแลที่เน้นคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ไทยมีการกำกับเชิงรุกมากกว่า ขณะที่ตลาดเหล่านั้นให้น้ำหนักกับการที่ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลและรับความเสี่ยงเอง พร้อมเปิดให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเสรีมากกว่า

ขณะที่ ไทยหากพบหุ้นปรับตัวขึ้นผิดปกติ บวกกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถติดตามและขอให้บริษัทจดทะเบียนชี้แจงข้อมูล รวมถึงตรวจสอบความผิดปกติของข้อมูลและงบการเงิน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจ

ส่วน “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” หน่วยงานกำกับดูแลมักไม่ได้ลงรายละเอียดในระดับเดียวกัน เนื่องจากมีขนาดตลาดและจำนวนผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำนวนมาก ขณะที่แนวคิดพื้นฐานยังให้นักลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจลงทุนของตัวเอง

สำหรับการกำกับดูแลหุ้นร้อนแรงในยุค AI และ Social Media มองว่า มาตรการของไทยปัจจุบันค่อนข้างเพียงพอแล้ว โดยไทยมีกลไกอย่าง Ceiling, Floor และมาตรการดูแลหุ้นร้อนแรง ช่วยจำกัดความผันผวน ขณะที่นักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมีประสบการณ์กับตลาดที่ราคาหุ้นอาจผันผวนรุนแรงได้

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มมาตรการเข้มงวดมากเกินไปอาจกระทบความต่อเนื่องของการซื้อขายและสภาพคล่อง จึงควรรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุนกับการเปิดให้กลไกตลาดทำงาน พร้อมส่งเสริมความรู้ด้านความเสี่ยงควบคู่กัน