วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

สึนามิ 'หนี้' ถล่ม 'เอสเอ็มอี’ ‘เอ็นพีแอลใหม่’ ทะลัก-ยอดค้างชำระไหล

สถานการณ์หนี้ยัง “น่าห่วง” ผู้ว่าธปท. ชี้แม้ภาพรวมหนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เอสเอ็มอีอยู่ในทิศทางน่าห่วง “กรุงไทย” ชี้การแก้หนี้ต้องยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง มาตรฐานไม่เทียบเท่า หนุนคนแห่ออกจากระบบธนาคาร “กสิกรไทย” ชี้หนี้เสียทั้งอุตสาหกรรมน่าห่วง โดยเฉพาะ “เอสเอ็มอี” ส่งผลลดพอร์ตปล่อยกู้ ระวัง “กรุงเทพ” รับหนี้เสียเพิ่ม แต่ยังบริหารจัดการได้​ “ทีทีบี” ห่วง K ขาล่างอ่วม สะท้อนภาพหนี้เสียเพิ่ม “เอ็นซีบี” รับหนี้เสียไตรมาส 2 เพิ่ม สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์-รายย่อยหนี้เสียพุ่ง

KEY POINTS

  • สถานการณ์หนี้เสียน่าเป็นห่วง แม้ตัวเลขภาพรวมจะลดลง แต่หนี้เสียใหม่และหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างแล้วกลับมาเสียซ้ำ
  • แนวโน้มไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น
  • กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นกลุ่มที่เปราะบางและน่ากังวลที่สุด เนื่องจากเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เผชิญการแข่งขันรุนแรง 
  • ซีอีโอแบงก์ชี้ การแก้ปัญหาหนี้ต้องทำในเชิงโครงสร้าง  
  • ต้องเชื่อมโยงข้อมูลลูกหนี้ Debt-Centric และการปรับโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือทางการเงินเพียงอย่างเดียว
  • NCB ชี้หนี้เสียกำลังลุกลามไปยังกลุ่มลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อส่วนบุคคล
  • พบยอดค้างชำระเกิน 90 วันเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้ที่ลดลง

สึนามิ 'หนี้' ถล่ม 'เอสเอ็มอี’ ‘เอ็นพีแอลใหม่’ ทะลัก-ยอดค้างชำระไหล สึนามิ 'หนี้' ถล่ม 'เอสเอ็มอี’ ‘เอ็นพีแอลใหม่’ ทะลัก-ยอดค้างชำระไหล สึนามิ 'หนี้' ถล่ม 'เอสเอ็มอี’ ‘เอ็นพีแอลใหม่’ ทะลัก-ยอดค้างชำระไหล สึนามิ 'หนี้' ถล่ม 'เอสเอ็มอี’ ‘เอ็นพีแอลใหม่’ ทะลัก-ยอดค้างชำระไหล สถานการณ์หนี้เสียน่าห่วง  แม้ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์จะลดลงมาอยู่ที่ 2.82% จากไตรมาสก่อนหน้า

แต่หากดูสถานการณ์หนี้ พบว่า การไหลของหนี้ หรือ Migration Rate สำหรับกลุ่ม Stage2 ไหลไปสู่ Stage 3 หรือกลุ่มหนี้เสียมากขึ้น 

โดยพบไตรมาส 2 การไหลเป็นหนี้เสียโดยรวม หรือมีอัตราเสื่อมของคุณภาพหนี้ (Migration) รวม 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น New NPL หรือหนี้เสียใหม่ 5.2 หมื่นล้านบาท และ Re-entry NPL หรือหนี้ที่เคยผ่านการปรับโครงสร้างแล้วกลับมาเป็นหนี้เสียอีกอยู่ระดับใกล้เคียงกันที่ 5.2 หมื่นล้านบาท

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากดูภาพรวม “เอ็นพีแอล” หรือ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” ปัจจุบันภาพรวมถือว่าไม่ได้สูงผิดปกติ แต่หากแยกดูบางเซกเมนต์พบว่า “เพิ่มขึ้น” เช่นกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ในทิศทาง “น่าห่วง” ดังนั้นสิ่งที่ธปท. กำลังทำคือ การเร่งออกมาตรการทางการเงินใหม่ในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยเหลือชำระหนี้ของกลุ่มต่าง ๆ 

  • แก้ “สึนามิหนี้” ต้องยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า สถานการณ์หนี้ในปัจจุบันมีความน่าห่วงในหลายมิติ แม้สถาบันการเงินจะพยายามประคองลูกหนี้อย่างเต็มที่ แต่สิ่งสำคัญกว่าการประคองคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบี้ยว เพื่อให้การแก้หนี้เกิดความยั่งยืน

ที่ผ่านมา การแก้หนี้มักแยกตามมูลหนี้หรือกิจกรรม แต่หัวใจสำคัญ คือ การปรับมาใช้แนวทาง Debt-Centric หรือยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง โดยต้องเชื่อมข้อมูลให้เห็นภาพรวมว่า ลูกหนี้แต่ละรายมีหนี้อยู่เท่าใดและอยู่ที่ใดบ้าง เพราะหากข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ อาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินความจำเป็น

ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกหนี้กลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ไปสู่นอนแบงก์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมากขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการแต่ละแห่งไม่อยู่บนมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถเห็นภาพรวมของลูกหนี้ได้ครบถ้วน และมีข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ

ตอนนี้พื้นมันเอียง หากเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Debt-Centric จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น ซึ่ง ธปท.และกระทรวงการคลังกำลังเร่งจัดการข้อมูลเป็นภารกิจเร่งด่วน

สำหรับ สถานการณ์หนี้เสีย ยอมรับว่าส่วนของธนาคารกรุงไทย หากปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง แต่หนี้เสียที่เห็นว่ามีแนวโน้มแย่ลง มักเป็นกลุ่มเดิมที่มีปัญหามาก่อนหน้านี้และเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว

ความน่ากังวลอยู่ที่กลุ่มเหล่านี้ กำลังเผชิญสภาวะเศรษฐกิจที่ถูก Disrupt รุนแรง ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ โครงสร้างการค้าการผลิตแบบใหม่ และทักษะแรงงานที่เปลี่ยนไป เช่น กลุ่มยานยนต์ที่กำลังถูกดิสรัปชัน ด้วย EV หรือโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศ ที่แม้จะมียอดขายเท่าเดิม แต่ปัจจุบันมีการใช้ AI เข้าแทนที่แรงงานคน ทำให้พนักงานที่เคยอยู่ในระบบเดิมต้องเผชิญกับความเสี่ยง

การแก้หนี้ที่ดีที่สุดคือการเพิ่มรายได้ แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่โตตามเป้าและโครงสร้างอุตสาหกรรมเปลี่ยนไม่ทันต่อวิกฤติที่ถาโถมเข้ามา ทั้งโควิด-19 วิกฤติพลังงาน สงคราม และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลก การใช้สูตรเดิมๆแก้หนี้จึงไม่สามารถทำได้

 

ทั้งนี้ การแก้หนี้เสีย ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันลักษณะ Targeted Approach หรือเจาะจงกลุ่มเป้าหมายตามภาคส่วนแทนเหมาเข่งแก้ปัญหา ต้องเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน เช่น ข้อมูลจากประกันสังคม กระทรวงแรงงาน หรือภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เห็นว่ากลุ่มอาชีพใดหรือ SME ขนาดใดที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ส่วนการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์(AMC) ร่วมกับ BAM มีความคืบหน้าไปมากกว่า 50% และอยู่ระหว่างเร่งพิจารณาทางเลือกเพื่อจัดการหนี้เสียในระบบ

  • หนี้ Stage 2 พุ่ง SMEต้องRe-modelธุรกิจ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า หากดูด้านคุณภาพหนี้อุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยเฉพาะหนี้กลุ่ม Stage 2 หรือลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือกลุ่มที่ค้างชำระแต่ไม่เกิน90วันมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก 

ในส่วนกสิกรไทยยังไม่สูงเท่าอุตสาหกรรม เพราะเหยียบเบรกมาตั้งแต่ปี 2565-2566 แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ซึ่งสอดคล้องภาพปิดตัวของโรงงาน และการเลิกกิจการที่มีให้เห็นมากขึ้น ซึ่งธนาคารยอมรับว่ามีลูกค้าบางส่วนปิดกิจการด้วย

ด้านคุณภาพหนี้ธนาคารเวลานี้ยังอยู่ในภาวะที่ “เอาอยู่” แต่เป็นการเอาอยู่ที่มาจากการเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต จากสิ่งที่ธนาคารเจ็บตัวมาในอดีต โดยเฉพาะในช่วงปี 2565-2566ที่ธนาคารเจ็บตัวมากทำให้ต้องมีการตั้งสำรองหนี้ในระดับที่หนักหน่วงในขณะนั้น

ตอนนี้ยังเจ็บแผล แผลยังสดอยู่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารต้องตัดสินใจเบรกการปล่อยสินเชื่อใหม่ในบางกลุ่มมาตั้งแต่ปี 65-66 แม้จะส่งผลให้ถูกตำหนิว่าไม่ปล่อยสินเชื่อ แต่ธนาคารมองว่าเป็นความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพ ทำให้ปัจจุบันธนาคารมีความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการปล่อยกู้ใหม่ ๆ”

กลุ่มที่สร้างความเสียหายมาก คือ รายย่อย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารหรือสเตตเมนต์ ทำให้ประเมินความเสี่ยงได้ยาก ปัจจุบันธนาคารจึงหันกลับมาเน้นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีสลิปเงินเดือนชัดเจน และใช้ระบบ Credit Scoring เข้ามาช่วยประเมินทั้งความสามารถและความตั้งใจในการชำระหนี้

ขณะที่ SME เป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่เงินทุนหรือสภาพคล่องเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง Business Model ที่ไม่สามารถแข่งขันในโลกใหม่ได้ จึงจำเป็นต้อง Re-model ธุรกิจ ทั้งการใช้เทคโนโลยีและกระจายความเสี่ยง

ด้วยเหตุนี้ กสิกรไทยปรับลดสัดส่วนสินเชื่อ SME จากเดิม 35-36% เหลือ 24% และเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายใหญ่ และรายย่อยที่มีคุณภาพมากขึ้น

  • NPL เพิ่ม แต่ยังบริหารจัดการได้

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์หนี้เสียเพิ่มขึ้นบ้างสอดคล้องกับข้อมูล ธปท. แต่สถานการณ์หนี้เสียยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการ และควบคุมได้ จากที่ธนาคารเข้าไปเร่งช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยอมรับว่าแม้ในภาพรวมจะมีความผันผวนเกิดขึ้น แต่ธนาคารยังคงยึดแนวทางการตั้งรับความเสี่ยงและการตั้งสำรองตามแผนเดิมที่วางไว้ โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากเดิม เนื่องจากธนาคารมีการวางแผนสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

ในมุมดอกเบี้ยที่ยังเหลื่อมล้ำระหว่างเอสเอ็มอีก กับธุรกิจรายใหญ่นั้น นายชาติศิริ มองว่า อัตราดอกเบี้ยของเมืองไทยถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับบริบทอื่น ๆ

ส่วนการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว คือการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ได้ ธุรกิจจำเป็นต้องมุ่งเน้นการหาตลาดใหม่ๆ การปรับหาแนวทางในการดำเนินธุรกิจและการเพิ่มศักยภาพของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ

  • K ขาล่าง” น่าห่วง

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) กล่าวว่า หากดูภาพรวมระบบขณะนี้ ถือว่าน่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่เรียกว่า K ขาบน และ K ขาล่าง ใน

ส่วนกลุ่มที่อยู่บนขาส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เน้นการนำเข้า แต่ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะไม่ได้ใช้แรงงานไทย หรือวัตถุดิบในประเทศ
กลับกันกลุ่ม K ล่างน่ากังวล เนื่องจากมีลักษณะเป็น Broad-based หรือมีฐานที่กว้างและทรุดตัวลงลึก ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์หนี้ในปัจจุบันซับซ้อนขึ้น ทำให้ยังเห็นหนี้เสียใหม่ๆ และหนี้เสียจากกลุ่มที่เคยปรับโครงสร้างกลับมาเป็นหนี้เสียซ้ำอีกครั้ง

หากบริษัทขาดทุนตั้งแต่บรรทัดแรก เพราะไม่มีคนซื้อสินค้า หรือถูกสินค้าจากจีนแย่งตลาด ต่อให้ธนาคารลดดอกเบี้ยให้เหลือ 0% บริษัทเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถรอดพ้นวิกฤติได้ Financial Sector ไม่สามารถแก้ปัญหา Real Sector ได้ ถ้า Real Sector ยังโดนแซนด์วิชแบบนี้ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งเสรีจากจีน และรายใหญ่ที่ลงมาชิงตลาดSMEก็จะตายหมด

สำหรับการจัดการหนี้เสียของธนาคารที่ผ่านมายังบริหารจัดการได้ จากการตัดขายหนี้การขายหนี้เสียของจากระบบธนาคารต่อเนื่อง

ถ้าเราบอกว่าบ้านสะอาดแล้ว แต่ค่าน้ำยังขึ้นแปลว่าอะไร แปลว่า ตกเย็นมันสกปรกอีกแล้ว ในที่นี้คือ Risk Cost ซึ่งหากยังอยู่ในระดับสูง แสดงว่าแม้ธนาคารจะพยายามตัดหนี้สูญ หรือขายหนี้ออกไปเพื่อให้ NPL ดูน้อยลง แต่ในความเป็นจริงยังมีหนี้เสียใหม่ๆ ไหลเข้ามาในระบบต่อเนื่อง ธนาคารจึงต้องเก็บกวาด และฉีดน้ำทำความสะอาดอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาสเพื่อไม่ให้ตัวเลข NPL พุ่งสูงจนเป็นปัญหา

ดังนั้น มองว่าประเทศไทยต้อง Re-invent Thailand หากประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่งในประเทศได้ และต้องเร่งผลักดันศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะช่วยให้ธนาคารแยกแยะได้ว่าใครคือ คนดีที่ควรได้รับโอกาส ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำเข้าถึงสินเชื่อและช่วยให้รัฐบาลสามารถช่วยเหลือคนจนตัวจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หนี้เสียไตรมาส 2 “กระดก”

ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า สถานการณ์หนี้ของทั้งระบบเวลานี้พบสัญญาณที่น่ากังวลในหลายมิติ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย

โดยหากดูภาพรวมหนี้เสียไตรมาสที่ 2 ปีนี้เริ่ม “กระดกขึ้น” จากเดิมที่เส้นกราฟ NPL ค่อนข้างทรงตัวต่อเนื่องมาหลายไตรมาส แต่ในไตรมาสที่ 2 นี้เริ่มเห็นลักษณะเพิ่มขึ้นของหนี้เสียชัดเจน สะท้อนว่า สถานการณ์หนี้เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะประคองสถานการณ์ไว้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคาร

ประเด็นที่น่ากังวล คือ กลุ่มหนี้ที่ค้างชำระแต่ยังไม่เป็นหนี้เสียหรือกลุ่ม SM ซึ่งหากกลุ่มนี้ค้างชำระ 60 วัน หรือ 90 วันแล้วไม่สามารถฟื้นขึ้นมาหรือไม่มีกำลังกลับมาชำระได้ทัน เดือนถัดไปหนี้ก้อนนี้ก็จะไหลไปเป็นหนี้เสียทันที

“ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มที่หนี้ SM จะไหลไปเป็น NPL มากขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากความสามารถหารายได้ที่ลดลงของลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่านมาอาจช่วยประคองได้ไม่กี่เดือน แต่หากรายได้ลูกหนี้ยังไม่ดีขึ้นจริง สุดท้ายลูกหนี้ก็แบกรับไม่ไหวและไหลกลับไปเป็นหนี้เสียตามเดิม”

กลุ่มที่เห็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นชัดเจน คือ ธุรกิจขนาดเล็กมาก ในสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ที่เติบโตขึ้นมาก เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าขายรายย่อย เช่น พ่อค้าแม่ค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ปกติได้

ดังนั้นแม้นาโนไฟแนนซ์จะโตสูง แต่คุณภาพสินเชื่อก็น่าเป็นห่วง พบว่า มีสัดส่วนค้างชำระเกิน 90 วันสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ

ส่วนกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอีกหนึ่งที่น่าห่วง และพบค้างชำระเกิน 90 วันเพิ่มสูงมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มนี้ถูกใช้ไปกับการบริโภค นอกจากนี้กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และของใช้ในครัวเรือนก็พบว่ามีระดับ NPLที่สูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ๆ