วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยเช้านี้ร่วง 5.43 จุด ตามตลาดโลก Bond Yield พุ่ง-น้ำมันทะลุ 90 ดอลลาร์ กดดันดัชนี

หุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลงตามตลาดโลก ร่วง 5.43 จุด หลัง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง ขณะที่ราคาน้ำมันยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ กังวลเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยเฟด

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง 5.43 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก โดยมีแรงกดดันหลักจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
  • ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด โดยสร้างความกังวลว่าอาจแตะระดับ 100 ดอลลาร์
  • การปรับขึ้นของราคาน้ำมันอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด และเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
  • ตลาดกำลังจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทาง Bond Yield และตลาดหุ้น
  • ในทางเทคนิค ดัชนีหุ้นไทยหลุดระดับแนวรับสำคัญที่ 1,600 จุด ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็นแนวต้านหลัก ทำให้ภาพรวมตลาดยังไม่สดใสและคาดว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะซึมตัว

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 2 ก.ย.2569 ร่วง 5.43 จุด หรือ 0.34% อยู่ที่ 1,583.25 จุด มูลค่าการซื้อขาย 15,020.70 ล้านบาท
 

หุ้นไทยเช้านี้ร่วง 5.43 จุด ตามตลาดโลก Bond Yield พุ่ง-น้ำมันทะลุ 90 ดอลลาร์ กดดันดัชนี

กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยในภาคเช้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกและภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรง และราคาน้ำมันดิบที่ยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่เคลื่อนไหวบริเวณ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด และเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ 

"ขณะนี้ ตลาดยังอยู่ในภาวะกังวลต่อทิศทาง Bond Yield และจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ Non-farm Payrolls ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า โดยตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.3%"

โดยปัจจุบันนักลงทุนมากกว่า 60% คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด จะช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ Bond Yield มีโอกาสปรับตัวลง และเปิดทางให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้

สำหรับแนวโน้มทางเทคนิคของดัชนีหุ้นไทยหลังจากหลุดระดับ 1,600 จุด ทำให้ภาพรวมยังไม่สดใสนัก โดยระดับ 1,600 จุด ซึ่งเดิมเป็นแนวรับสำคัญ ได้เปลี่ยนเป็นแนวต้านหลักในขณะนี้ และคาดว่าตลาดจะยังเคลื่อนไหวในลักษณะซึมตัวจนกว่าจะเห็นความชัดเจนจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ และตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์หน้า

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นตามระดับความเสี่ยง โดยกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรเน้นหุ้น Laggard ที่ราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด และมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยต่างประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันในระดับต่ำ จึงแนะนำ BDMS เนื่องจากมีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศค่อนข้างจำกัด ขณะที่กลุ่มลูกค้าจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มเดินทางเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคดังกล่าว

ส่วนกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้สูง และมองว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้ แนะนำทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับฐานลงมาลึก โดยเลือก DELTA หรือ GULF เป็นหนึ่งในทางเลือก

สำหรับ DELTA ราคาหุ้นปรับตัวลงประมาณ 30% จากจุดสูงสุด โดยเริ่มอ่อนตัวหลังประกาศงบการเงินไตรมาส 2/2569 รวมถึงแรงกดดันจากการประชุมนักวิเคราะห์และปัจจัยต่างประเทศ ทำให้การปรับฐานลงมาลึกอาจเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ขณะที่ GULF สามารถใช้เป็นทางเลือกทดแทนสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนใน DELTA