วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นเอเชียร่วงหนัก! น้ำมันทะลุ 96 ดอลลาร์ ตลาดกลับมา Price In เฟดขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นเอเชียร่วงทั่วหน้า หลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านดันน้ำมันขึ้นต่อ ตลาดกลับมา Price In การขึ้นดอกเบี้ย แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง รอ NFP และ CPI

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงทั่วภูมิภาค นำโดยเกาหลีใต้และญี่ปุ่น จากแรงกดดันความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
  • ตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. โดย Fed Funds Futures สะท้อนโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 67%

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายวันที่ 2 ก.ย. 2569 ปรับตัวลงทั่วภูมิภาค ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อและการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ขณะที่ตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.
 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวลงทั่วหน้า โดย KOSPI ร่วง 3.4% ตามด้วย Nikkei 225 ลดลง 2.8% และ TOPIX ลดลง 2.2% ขณะที่ Hang Seng ลดลง 1.4% และ CSI 300 ลดลง 1.3% ส่วน MSCI Asia Pacific ex-Japan ลดลงราว 1.8%

แรงกดดันสำคัญมาจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศอิหร่านรอบใหม่ ต่อเนื่องจากการโจมตีบริเวณฐานยิงจรวดใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดย Brent ทะลุระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.3% ขณะที่ WTI ขึ้นมาอยู่ที่ 91.59 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.5%

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันได้จุดกระแสกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่ และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นแตะ 4.81% และอายุ 30 ปีแตะ 5.29% ขณะที่ JGB อายุ 10 ปีของญี่ปุ่นพุ่งแตะ 3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

ตลาดกลับมา Price In ขึ้นดอกเบี้ย Fed

อีกปัจจัยสำคัญคือมุมมองต่อนโยบายการเงินของ Fed ที่เปลี่ยนไป โดย Fed Funds Futures สะท้อนโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. อยู่ที่ 67% เพิ่มขึ้นจาก 39.6% เมื่อสัปดาห์ก่อน สะท้อนการเปลี่ยนสมมติฐานของตลาดจากเดิมที่คาดการณ์วัฏจักรผ่อนคลาย สู่ความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยอาจกลับทิศ

อินโนเวสท์ เอกซ์มองว่า การปรับตัวลงของตลาดรอบนี้ยังไม่ใช่สัญญาณว่า AI Cycle สิ้นสุดลง แต่เป็นการ Re-price สมมติฐานด้านอัตราดอกเบี้ย โดยครั้งนี้พันธบัตรไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Safe Haven ตามปกติ เนื่องจาก Real Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นหักล้างแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและพันธบัตรกลับมาเป็นบวกในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจาก Supply Shock ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางอาจไม่จำเป็นต้องตอบสนองด้วยการขึ้นดอกเบี้ย ขณะเดียวกันตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงผ่านตัวเลข JOLTs ทำให้การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางตลาดแรงงานที่ชะลอตัวมีต้นทุนสูง

ดังนั้น ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) วันที่ 4 ก.ย. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) วันที่ 11 ก.ย. จะเป็นปัจจัยชี้ทิศทางก่อนการประชุม FOMC วันที่ 16 ก.ย.

สำหรับตลาดเอเชีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่นปรับตัวลงแรงกว่าจีนและฮ่องกง เนื่องจากตลาดเกาหลีมีสัดส่วนหุ้น Semiconductor และ AI Supply Chain สูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก ขณะที่ญี่ปุ่นยังเผชิญแรงกดดันเฉพาะตัวจาก JGB Yield ที่ทะลุ 3% ซึ่งกระทบต่อต้นทุนทางการเงินในประเทศ

แนะลดความเสี่ยง-ถือเงินสด รอ NFP และ CPI

ด้านกลยุทธ์การลงทุน อินโนเวสท์ เอกซ์แนะนำให้ลงทุนอย่างระมัดระวังและรักษาสภาพคล่องของพอร์ต โดยนักลงทุนที่ถือหุ้นซึ่งมีกำไร โดยเฉพาะกลุ่ม Asia Tech และ AI ที่ปรับตัวขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี อาจทยอยล็อกกำไรบางส่วนและเพิ่มสัดส่วนเงินสด เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับตราสารหนี้ แนะนำเน้นตราสารหนี้อายุสั้นถึงกลางประมาณ 3-7 ปี ซึ่งยังให้ Carry Yield ที่น่าสนใจ และมีความเสี่ยงจาก Duration ต่ำกว่าตราสารหนี้ระยะยาว

ส่วนทองคำ แนะนำให้ผู้ที่ถืออยู่แล้วคงสถานะไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต แต่ยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนัก เนื่องจาก Real Yield ที่ปรับตัวขึ้นแรงยังเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำโดยตรง

โดยรวม อินโนเวสท์ เอกซ์มองว่าตลาดอยู่ในโหมด Wait-and-See โดยนักลงทุนควรรอความชัดเจนจากราคาน้ำมัน ทิศทางเงินเฟ้อ และนโยบาย Fed ก่อนเพิ่มความเสี่ยงในพอร์ตอีกครั้ง