”ศุภวุฒิ“ มองการลงทุนด้าน AI กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สวนทางกับภาพรวมที่ชะลอตัว โดยสะท้อนจากการนำเข้าและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
KEY POINTS
- การลงทุนด้าน AI กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สวนทางกับภาพรวมที่ชะลอตัว โดยสะท้อนจากการนำเข้าและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ไทยมีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเป็นฐานการผลิตสำคัญของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์ปลายน้ำ (OSAT)
- โอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น Data Center มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านการลงทุนเกินความต้องการ และต้นทุนพลังงานของประเทศที่อาจสูงขึ้นจากการใช้ไฟฟ้ามหาศาล
- แม้ AI จะเป็นกระแสบวก แต่ประโยชน์ยังกระจุกตัวในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ให้บริการ Data Center เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีในระดับสูง
ท่ามกลางแรงกดดัน “เศรษฐกิจไทย” ที่เติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย จีดีพีไตรมาสสองขยายตัวเพียง 1.9% และภาคอุตสาหกรรมเกือบหยุดนิ่ง แต่ท่ามกลางความผันผวนนี้ “กระแสการลงทุน AI” กลับกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยประคองและขับเคลื่อนภาคการค้าไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยืนยันประเทศไทยอยู่บนรถไฟ “Investment Boom” ของ AI แล้ว ที่กำลังรุ่งเรือง (Investment Boom) เรียบร้อยแล้ว สังเกตได้จากสถิติ “การนำเข้า” และ “ส่งออกชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ภาพรวมเศรษฐกิจด้านอื่นจะดูอ่อนแอ แต่กระแส AI คือ “ไฟ” ที่กำลังขับเคลื่อนภาคการค้าของไทยในขณะนี้
ด้วยศักยภาพไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนแรก “การเก็บข้อมูล” ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของ Hard Disk Drive (HDD) ให้กับบริษัทระดับโลกอย่าง Seagate และ Western Digital ส่วนที่สอง “แผงวงจรพิมพ์” อุตสาหกรรม Printed Circuit Board ในไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ “บูมมาก” เพื่อรองรับระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน และส่วนที่สาม “เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีแสง” ไทยมีบทบาทในส่วนปลายน้ำของเซมิคอนดักเตอร์ที่เรียกว่า OSAT รวมถึงเทคโนโลยี Photonics ที่ใช้แสงแทนไฟฟ้า ซึ่งมีบริษัทชั้นนำอย่าง Lumentum เข้ามาตั้งฐานการผลิตและขยายตัวอย่างมากในไทย
ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่มอง AI ในฐานะอุตสาหกรรม แต่ยังใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น ส่วนตัวได้มีการใช้ AI ช่วยตรวจสอบและคำนวณข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ปริมาณการออกพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อความแม่นยำในการพยากรณ์เศรษฐกิจ
ในเชิงนโยบาย เรายังคาดหวังว่า AI จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างทั่วถึงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม มองว่า ทิศทางในอนาคตยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องขบคิดต่อว่า “เมื่อ AI มาแล้ว จะก้าวต่อไปอย่างไร” เพื่อให้สอดรับกับการปรับตัวของภาคบริการและการแปรรูปอาหารที่ไทยมีความแข็งแกร่งเดิมอยู่แล้ว
ท่ามกลางกระแสการไหลเข้าของ FDI เพื่อลงทุนใน Data Center และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องระวังภาวะลงทุนเกินความต้องการ และปัญหาหนี้ที่สร้างขึ้นจากการลงทุนซึ่งหากไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมาในอนาคตอาจเกิดปัญหา “เจ๊ง” หรือฟองสบู่ได้
อีกทั้ง ความเสี่ยงต้นทุนพลังงานแน่นอนว่าการส่งเสริม Data Center อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานของประเทศ หากต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนระบบที่มีความต้องการสูง อาจทำให้ราคาพลังงานทั้งประเทศแพงขึ้นได้
“เอเบิล ลิม” Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ให้มุมมองว่า ในระยะแรกการเติบโตของ AI ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เรียกว่า “Magnificent 7” ซึ่งสร้างผลตอบแทนหลักให้กับดัชนีเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ AI ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น แต่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดขยายตัวกว้างขึ้น AI ไม่ได้อยู่แค่ในโลกของซอฟต์แวร์อีกต่อไป แต่กำลังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในโลกจริงมากขึ้น
เปรียบเทียบได้กับยุคอินเทอร์เน็ตที่บริษัทอย่าง Cisco หรือ Oracle เป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เน็ตเวิร์กประสบความสำเร็จ ในปัจจุบัน AI ก็ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่คล้ายกัน เช่น Data Centers และระบบโครงข่ายแสง และการจัดการความร้อนมีความสำคัญไม่แพ้กัน พลังประมวลผลที่สูงขึ้นต้องมีระบบไฟฟ้าที่รองรับ
สถานการณ์ปัจจุบัน “ยังไม่ใช่ฟองสบู่ AI” เพระมีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับยุคดอทคอม เพราะปัจจุบันมีความสามารถในการทำกำไรที่ชัดเจน เช่น บริษัทกลุ่ม AI (Hyper-scalers) แต่ในยุคดอทคอท มีบริษัทเพียง 14% เท่านั้นที่มีกำไรจริง และ บริษัทในยุคนี้ มีที่มาของเงินลงทุนด้วย “เงินสดของตัวเอง” และนำกำไรมาลงทุนต่อ ไม่ได้เป็นการกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลจนทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในราคาสินทรัพย์ที่เกินจริงเหมือนในอดีต
แม้ภาพรวม AI จะสดใสและมาแรง แต่ธนาคารยูโอบีให้มุมมอง Neutral (เป็นกลาง) ต่อหุ้นไทย เนื่องจากไทยพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยีสูงถึงเกือบ 70% อานิสงส์จึงยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน และ Data Center เพียงไม่กี่ราย และมองประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน หรือตลาดเกิดใหม่ (EM) มีการเปิดรับต่อกลุ่ม AI ที่ชัดเจนและมีมูลค่าที่น่าสนใจกว่า
การยึดโยงกับห่วงโซ่ AI โลกจึงเป็นทั้ง “แต้มต่อ” สำคัญในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ และเป็น “โจทย์หิน” ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมกันวางทิศทาง เพื่อให้เค้กชิ้นใหญ่จากเทคโนโลยีนี้ตกสู่เศรษฐกิจไทยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน





