“ตลาดทุนไทย” ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัด หลังจบงาน “ไทยแลนด์โฟกัส 2026” รับแรงหนุนจาก “ต่างชาติ” และ “กองทุนระดับบิ๊กเนม” ที่เริ่มหวนกลับมาให้ความสนใจประเทศไทยอีกครั้ง รับปัจจัยหนุนเสถียรภาพการเมือง ยุทธศาสตร์เอไอ-ดาต้าเซนเตอร์ ด้าน 4 ค่ายใหญ่ “บลจ.บัวหลวง-ทิสโก้-ดีบีเอสฯ-ยูบีเอส” ประสานเสียงปรับเพิ่มเป้าดัชนี สิ้นปี 1,650-1,720 จุด
KEY POINTS
- นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยมากขึ้นหลังจบงาน Thailand Focus 2026 จากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน
- ปัจจัยดึงดูดการลงทุนที่สำคัญคือ ศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลาง AI และ Data Center รวมถึงหุ้นกลุ่มปันผลสูงที่ตอบโจทย์การหมุนเวียนเงินลงทุนทั่วโลก
- เริ่มเห็นสัญญาณบวกจาก Fund Flow และการกลับมาของกองทุนต่างชาติรายใหญ่ ซึ่งมองว่าไทยกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่และมีโอกาสฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น
ทิศทางตลาดทุนไทยหลังจบงาน Thailand Focus 2026 สะท้อนให้เห็นนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจประเทศไทย มากขึ้นเนื่องจากความเชื่อมั่นใน เสถียรภาพทางการเมือง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จับต้องได้
ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการหน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)บัวหลวง กล่าวว่า หลังจากการรับฟังเสวนา “ไทยก้าวสู่บทใหม่ : ดิจิทัลและข้อมูลกลไกสำคัญแห่งการเติบโต” ในงาน Thailand Focus 2026 เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนกำลังเข้ามาไทยจริง และความเห็นจากเอกชนสะท้อนตรงกันว่าต่างชาติยังให้ความสนใจไทย เพียงแต่ความสนใจดังกล่าว สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสร้าง Policy Facilitation ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจราบรื่น และลดข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ความพร้อมบุคลากร ตัวอย่าง Lumentum ซึ่งต้องทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน Photonic Engineering ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม สะท้อนการดึงดูดการลงทุนไม่ได้จบเพียงที่สิทธิประโยชน์ แต่ต้องมี Ecosystem ที่สามารถรองรับ และต่อยอดการผลิตได้จริง
“เราเชื่อว่า หากนโยบายสามารถเชื่อมโยงตั้งแต่ การพัฒนาบุคลากร การสร้าง Supply Chain และ Ecosystem ไปจนถึงมาตรการสนับสนุนการลงทุน ให้เป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนวางฐานการผลิตและเม็ดเงินไว้ในประเทศไทยในระยะยาว”
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ถือเป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะพลังงานเป็น Key Input ของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความชัดเจนด้านพลังงานสะอาด
ในระยะสั้นเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกในมุม Tactical แล้ว ทั้งจาก Fund Flow ค่าเงินบาท และความสนใจลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ แรงสนับสนุนจากรัฐ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาคธุรกิจ จะสามารถต่อยอดโมเมนตัมนี้ให้กลายเป็น Positive Strategic View ต่อไทยระยะยาว
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ต่างชาติมีมุมมองต่อไทยดีกว่าที่คนไทยมองตัวเอง ขณะที่คนไทยจะรู้สึกจมอยู่กับปัญหา แต่ต่างชาติเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวที่ชัดขึ้น และมองหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดเม็ดเงินจากการหมุนเวียนการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อมาเข้ากลุ่มที่ให้ปันผลสูงซึ่งหุ้นไทยตอบโจทย์นี้ โดยมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,650 จุด ซึ่งเป็นการปรับขึ้นจากเป้าหมายเดิมก่อนหน้านี้ และมองเห็นโอกาสเข้าลงทุนเมื่อดัชนีมีการปรับฐาน
“มองว่าอัปไซด์ในปีนี้อาจจะไม่ได้ไกลมากนัก แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Rotation มากกว่าแค่อัปไซด์ของดัชนีเพียงอย่างเดียว”
กลยุทธ์การเลือกหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรมน่าสนใจ คาดว่า กลุ่มถัดไปที่จะปรับตัวขึ้นคือ กลุ่ม Domestic Play เน้นหุ้นที่อิงกับการบริโภค และการเติบโตในประเทศ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มพาณิชย์ (Commerce) ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวในประเทศ
รวมถึง กลุ่มโรงพยาบาล มองว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจหลังคลายความกังวลเรื่องการหายไปของผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางจากภาวะสงคราม และกลุ่มที่เน้นเงินปันผล โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ หลายตัวแม้ราคาจะดูแพง แต่มีกำไรที่เติบโต และมีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวรองรับความเสี่ยงที่ดี อีกทั้ง หุ้นขนาดกลาง และเล็ก คาดว่าจะเป็นลำดับถัดไปที่จะปรับตัวขึ้น หลังจากที่ตลาดเริ่มกระจายตัว ออกจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน
นายสุพงศ์วร มองว่า มุมมองตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้อยู่ในระดับ Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) โดย จุดที่เราจะให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยมากกว่าตลาด (Overweight) หาก บจ. ไทย เริ่มมีกำไรที่เติบโตจากการ เพิ่มอัตรากำไร (Margin) และการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การลดต้นทุนและการปรับปรุงกระบวนการภายในแม้ว่ารายได้ (Revenue) อาจจะไม่ได้เติบโตหวือหวา แต่การบริหารจัดการที่ดีขึ้นทำให้ผลประกอบการออกมา "ดีกว่าที่คาด“
ขณะเดียวกันต้องเริ่มเห็นความชัดเจนของการเข้ามาของ FDI ในกลุ่ม Data Center และ Electronics ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศใหม่ (Ecosystem) และเป็น New S-Curve ให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต ประกอบกับความคาดหวังว่า การเมืองจะนิ่ง และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และสมเหตุสมผลมากขึ้นจากภาครัฐ รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เริ่มทยอยลดลง จาก 90% มาอยู่ที่ระดับปลาย 80%
ทางด้านมุมมองต่างประเทศ มองว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ คาดการณ์ว่าพรรค Democrat มีโอกาสได้เสียงเพิ่มขึ้นเนื่องจากกระแสความนิยมในนโยบายต่างๆ และความต้องการลดความขัดแย้งด้านสงคราม รวมทั้ง เริ่มเห็นสัญญาณความกังวลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การทำ Buyback หรือการพยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
นางนริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ต่างชาติมองหุ้นไทยและไทยในเชิงบวกมากขึ้นเริ่มเห็นภาพเรื่องราวการลงทุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่อง FDI, Digital Infrastructure, Data Center และ AI
ทั้งนี้ พบการกลับมาของกองทุนต่างชาติระดับ “Big Name” ที่ไม่เคยมางาน Thailand Focus ตั้งแต่ปี 2018 ได้ตัดสินใจกลับมาในปี นี้เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ดีขึ้นจริงตามที่ได้รับข่าวสารมาหรือไม่ โดยมีการซักถามข้อมูลเชิงลึกมากกว่าแค่ภาพกว้างเหมือนปีก่อนๆ
ด้านดาวน์ไซด์หุ้นไทย มองว่า ยังต้องติดตามจากกังวลของนักลงทุนในประเทศเกี่ยวกับเรื่อง N-Bag (การเทรด 23 ชั่วโมง) ที่อาจส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเอเชียไปยังฝั่งสหรัฐได้ รวมถึงโครงสร้างตลาดหุ้นไทย
ยังให้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,720 จุด จากเดิม 1,650 จุด โดยอิงจาก Forward P/E ที่ 16.7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี พร้อมคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นไว้ที่ 9% ในปีนี้ และ 4% ในปีหน้า รวมถึงคาด GDP ไทยปีนี้ไว้ที่ 2.1% และคงดอกเบี้ยนโยบายที่1% ในปีนี้
นายพรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman-Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยแรกที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญจากเสถียรภาพการเมืองไทยที่เกิดขึ้นรอบนี้ ทำให้ตลาดตอบรับในเชิงบวก รวมถึงแนวทางที่รัฐ ทั้งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน สื่อสารกับนักลงทุนในงานนี้ มองว่าไม่ใช่การ “ขายฝัน” แต่เป็นนโยบายที่มองไปข้างหน้าและมีความเป็นไปได้จริงในเชิงปฏิบัติ ซึ่งทำให้นักลงทุนพึงพอใจ
พร้อมเน้นย้ำว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลาง AI และ Data Center เนื่องจากความพร้อมด้าน ภูมิศาสตร์ และความพร้อมของระบบ แม้จะตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ไทยมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจมาก
แม้ว่านักลงทุนสถาบันต่างชาติส่วนใหญ่ยัง Underweight หุ้นไทยก่อนหน้านี้ แต่เปัจจุบันริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาทำการบ้านเกี่ยวกับหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดล่วงหน้าว่ามีโอกาสที่อาจมีการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในอนาคต
“การที่นักลงทุนจะเปลี่ยนจาก Underweight เป็น Overweight หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง เช่น การเกิดขึ้นจริงของ Data Center หรือความชัดเจนกลุ่มพลังงาน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





