ตลท. จับมือ ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ขยับใหญ่ยกระดับมาตรฐาน “ผู้ตรวจสอบภายใน” สู่เกณฑ์สากล รับมือความเสี่ยงยุคใหม่ “อัสสเดช” ดีเดย์เกณฑ์ใหม่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา เพิ่มเครื่องมือ Audit Committee และ IA ดึงข้อมูลผิดปกติ เปิดเผยเรียลไทม์ หวังปิดช่องโหว่ซุกธุรกรรม “พรอนงค์” ลั่นคุมเข้ม IPO ตั้งแต่ต้นน้ำ
KEY POINTS
- ตลท. และ ก.ล.ต. ร่วมมือยกระดับบทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน (IA) เพื่อป้องกันวิกฤตในบริษัทจดทะเบียนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- ปรับเปลี่ยนบทบาทของ IA จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ตรวจสอบตามกฎเกณฑ์ (Compliance) ไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ของฝ่ายบริหาร
- เตรียมบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเพิ่มเครื่องมือให้ IA สามารถเปิดเผยข้อมูลความผิดปกติแก่นักลงทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า งานตรวจสอบภายใน (Internal Audit : IA) ถือเป็นกลไกและแนวป้องกันสำคัญ (Lines of Defense) ที่จะช่วยผลักดันตลาดทุนไทยไปสู่การเป็น “Trusted Marketplace” หรือตลาดทุนที่มีความน่าเชื่อถือสูงสำหรับนักลงทุนและการระดมทุน
ที่ผ่านมาหลายองค์กรมองหน่วยงานตรวจสอบภายในเป็นเพียง “ตำรวจ” หรือทำเพื่อตอบโจทย์ตามข้อกำหนดกฎหมายเท่านั้น แต่บทเรียนจากความผิดปกติในตลาดทุนช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่า IA คือ “พาร์ตเนอร์” สำคัญฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริษัท ตลท. จึงต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการมอง IA เป็น “ภาระหรือต้นทุน” ไปสู่ “เพื่อนร่วมงาน” ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับองค์กร
ในฐานะผู้ดูแลตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลท. พบพฤติกรรมและธุรกรรมผิดปกติในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือความล่าช้าของการรายงานข้อมูล จึงมีความจำเป็นต้องติดตามและขอให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมกับช่วงเวลา ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน
“ถ้ารอให้ออกรายงานมาแล้ว จริง ๆ ธุรกรรมพวกนั้นอาจเกิดไปไม่รู้กี่ปีแล้ว”
ดังนั้น เพื่อแก้อุปสรรคดังกล่าว ตลท. ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลพัฒนาขึ้น ได้ประกาศใช้เกณฑ์ใหม่เริ่ม มีผลบังคับตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล เพิ่มความโปร่งใส และคุ้มครองผู้ลงทุนมากขึ้น เน้นการ “เพิ่มเครื่องมือ” ให้คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) และ IA ทำงานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพื่อนำข้อมูลความผิดปกติออกมาเปิดเผยต่อนักลงทุนได้ทันท่วงทีในจังหวะเวลาที่เหมาะสมก่อนจะสายเกินไป
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นแหล่งออมเงินเพื่อการเกษียณของประชาชน ดังนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. จึงมุ่งเน้นการยกระดับธรรมาภิบาล (Governance) โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่ต้องการระดมทุน (IPO) ซึ่งต้องมีการกำหนดคุณสมบัติของ IA ที่เชื่อมั่นได้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดี
“แม้ใบอนุญาตหรือใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ เช่น CIA หรือ CFA จะเป็นสิ่งยืนยันความรู้ แต่คุณภาพงานตรวจสอบภายในที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ตัวกระดาษหรือปริญญา แต่วัดกันที่ผลงานและ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กร”
เรามองว่า IA ในยุคใหม่จึงต้องปรับบทบาทจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ตำรวจ” หรือผู้ตรวจการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) มาเป็น “Strategic Partner” หรือคู่หูทางกลยุทธ์ของ CEO และ CFO และเป็น “Trusted Advisor”ที่ได้รับความไว้วางใจในการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
นางพรองนงค์ กล่าวต่อว่า สำนักงาน ก.ล.ต. จึงได้วางเป้าหมายการดำเนินงานในอีก 3 ปีข้างหน้าภายใต้แนวคิด “GROW with Governance” โดยมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การมองความเสี่ยงเชิงรุก IA ต้องไม่เป็นเพียงผู้ตรวจสอบย้อนหลัง แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเห็นทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และโอกาสในการพัฒนา โดยเฉพาะท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่นำมาทั้งโอกาสและความเสี่ยง
2. ประสิทธิผลของระบบ ก.ล.ต. เน้นย้ำระบบควบคุมภายในต้องใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำเพื่อให้ผ่านเกณฑ์หรือ “Tick-the-box” เท่านั้น เปรียบเสมือนการมีเครื่องออกกำลังกายไว้ที่บ้าน ความแข็งแรงไม่ได้เกิดจากการมีเครื่อง แต่เกิดจากการนำมันมาใช้งานจริงจนเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
3. วัฒนธรรมจากระดับบน คุณภาพของงานตรวจสอบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนจากคณะกรรมการที่เข้มแข็ง ซึ่งต้องทำหน้าที่กำหนดทิศทาง วัฒนธรรมองค์กร และจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนให้ IA มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง





