ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 12.73 จุด ผวาสงครามการค้า-ความตึงเครียดตะวันออกกลาง กดดันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และแบงก์ ขณะที่เงินบาทแข็งค่าซ้ำเติมกลุ่มส่งออก โบรกเตือนปลายเดือนยังผันผวนสูง จับตา กนง.-ตัวเลขส่งออก และประชุม Jackson Hole ชี้ทิศทางตลาดโลก
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (24 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,601.05 จุด ร่วง 12.73 จุด หรือ 0.79% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,613.10 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,594.03 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 60,901.22 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 254.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.55% มูลค่าการซื้อขาย 5,263.81 ล้านบาท
2. TTB ราคาปิด 2.90 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ 0.68% มูลค่าการซื้อขาย 3,672.92 ล้านบาท
3. KBANK ราคาปิด 254.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 1.17% มูลค่าการซื้อขาย 2,450.95 ล้านบาท
4. BDMS ราคาปิด 19.80 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.50% มูลค่าการซื้อขาย 2,431.31 ล้านบาท
5. GULF ราคาปิด 63.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 1.56% มูลค่าการซื้อขาย 2,044.62 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจัยที่กดดันตลาดหลักมาจากความกังวลสงครามการค้า (Trade War) ที่กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ส่งผลให้เส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลแดงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังเพิ่มความระมัดระวังก่อนการประชุม Jackson Hole ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลว่านโยบายการเงินกับนโยบายการคลังอาจมีทิศทางไม่สอดคล้องกัน ปัจจัยดังกล่าวทำให้มีแรงขายและเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่กดดันดัชนีมากที่สุดในวันนี้ จากทั้งประเด็น Trade War และค่าเงินบาทแข็งค่า โดย HANA DELTA และ KCE ที่ปรับตัวลงมาอย่างมาก ส่วนกลุ่มธนาคารเผชิญแรงขายทำกำไรตามภาวะตลาด นำโดย TTB และ KBANK ที่ลดลง
ขณะที่กลุ่ม Defensive และกลุ่มพลังงานยังเคลื่อนไหวสวนทางตลาด โดยนักลงทุนโยกเงินเข้าสู่หุ้นที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ BH ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีได้แรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดย PTTGC และ PTT ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเช่นกัน
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งจะมีความสำคัญต่อมุมมองเศรษฐกิจไทย หลังตัวเลข GDP ขยายตัวต่ำกว่า 2% รวมถึงตัวเลขการส่งออกของไทยที่จะประกาศในวันถัดมา ขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักกับการประชุม Jackson Hole ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตลาดการเงินทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสถิติในปี 2565 ตลาดหุ้นเคยปรับตัวลงประมาณ 3% ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนการประชุม Jackson Hole และปรับลดลงต่อเนื่องถึง 14% ในช่วง 1 เดือนหลังจากนั้น ทำให้ระยะนี้ต้องระวังความผันผวน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหุ้นที่มีค่า Beta สูง ซึ่งมีโอกาสแกว่งตัวแรง ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือนสิงหาคมยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระดับสูง





