ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวแข็งแกร่ง บวก 3.79 จุด โบรกเผยรับแรงหนุนหุ้นพลังงาน-แบงก์ มองสัปดาห์หน้ายังแกร่งกว่าตลาดโลก แนะจับตา Jackson Hole พร้อมชูหุ้น Defensive รับความผันผวน
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,613.78 จุด เพิ่มขึ้น 3.79 จุด (+0.24%) โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูง
- นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งกว่าภูมิภาคและอาจทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ได้ เนื่องจากโครงสร้างตลาดมีสัดส่วนหุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูง
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า คือ การประชุม Jackson Hole เพื่อติดตามสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดโลก
- โบรกเกอร์คาดว่าผลกระทบจากการประชุม Jackson Hole ต่อตลาดหุ้นไทยจะมีจำกัด เนื่องจากมีหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และ Defensive เป็นองค์ประกอบสำคัญ
- ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และการประกาศตัวเลขการส่งออกของไทย
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (21 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,613.78 จุด บวก 3.79 จุด หรือ 0.24% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,624.36 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,613.67 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 70,640.38 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. PTT ราคาปิด 40.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 5,323.68 ล้านบาท
2. PTTGC ราคาปิด 41.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 7.05% มูลค่าการซื้อขาย 4,621.41 ล้านบาท
3. TTB ราคาปิด 2.92 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.82% มูลค่าการซื้อขาย 3,442.59 ล้านบาท
4. DELTA ราคาปิด 258.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 1.90% มูลค่าการซื้อขาย 3,038.57 ล้านบาท
5. TOP ราคาปิด 64.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 4.49% มูลค่าการซื้อขาย 2,681.98 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในวันนี้ถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ที่กระจายตัวในหลายกลุ่ม ทำให้ตลาดสามารถยืนได้แข็งแกร่ง แม้ภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางอัตราดอกเบี้ย
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงสัญญาณจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุถึงแนวทางการนำมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกลับมาใช้เพื่อคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังสามารถยืนอยู่ในระดับสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นพลังงานและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันของไทย
ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยหนึ่งในประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจจากมาตรการรับซื้อพันธบัตรคืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งยังมีวงเงินไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าหนี้สินทั้งหมด ทำให้มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดแรงกดดันต่ออุปทานพันธบัตรในตลาดได้ ส่งผลให้ Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูงและกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดหุ้นไทยกลับมีปัจจัยเฉพาะตัวที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก โดยโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นที่อิงกับราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดทั้งหมด ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันสามารถยืนอยู่ในระดับสูง หุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นที่เกี่ยวข้องจึงได้รับประโยชน์โดยตรง และช่วยพยุงดัชนีตลาดหุ้นไทยให้สามารถเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดหุ้นบางแห่งในภูมิภาค
ทั้งนี้ หากมองไปยังสัปดาห์หน้า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นโลก และมีโอกาสทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงิน หรือ Safe Haven ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากโครงสร้างตลาดไทยมีหุ้นพลังงานและหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่แรงขายในตลาดหุ้นโลกอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินเข้ามาหาตลาดที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาการประชุม Jackson Hole ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นเวทีที่ตลาดจะติดตามสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หากถ้อยแถลงของผู้กำหนดนโยบายออกมาในลักษณะที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นอีก และสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตทั่วโลก โดยสถิติในอดีตพบว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับฐานประมาณ 3% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังการประชุมดังกล่าว
แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยมองว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบจำกัดกว่าตลาดโลก เนื่องจากมีโครงสร้างตลาดที่แตกต่างกันและมีหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และหุ้น Defensive เป็นองค์ประกอบสำคัญ นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. รวมถึงการประกาศตัวเลขการส่งออกของไทย ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางตลาดในระยะถัดไป
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้นหุ้น Defensive ที่คาดกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตดี เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ หุ้นโรงพยาบาล BH, BDMS, BCH และ PR9 ที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวจากนวัตกรรมทางการแพทย์ ขณะที่กลุ่มธนาคารแนะนำ BBL และ KTB รับปันผลระหว่างกาล ส่วน TTB เด่นด้าน Dividend Yield สูงและราคาหุ้นอยู่ในระดับน่าสะสม ด้านพลังงานต้นน้ำแนะนำ PTTEP เป็นหุ้นรับประโยชน์ หากราคาน้ำมันยังทรงตัวสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง





