วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้บวก 11.44 จุด รีบาวด์ตามตลาดโลก รับ Bond Yield ลง-บาทแข็ง

หุ้นไทยเปิดตลาดพุ่ง 11.44 จุด แตะ 1,621.20 จุด รับแรงหนุน Bond Yield สหรัฐฯ ปรับลงและดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ “เอเซีย พลัส” มองระยะสั้นมีโอกาสรีบาวด์ต่อ แนะจับตาแนวต้าน 1,620 จุด พร้อมชู GULF-GPSC-BH-BDMS-PR9

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.44 จุด หรือ 0.71% ตามทิศทางตลาดหุ้นโลก
  • ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หลังสหรัฐฯ เข้าซื้อตราสารหนี้เพิ่มเติม
  • การลดลงของ Bond Yield ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้สินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นที่มี P/E สูงกลับมาน่าสนใจ
  • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอีกปัจจัยที่คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 20 ส.ค.2569 ปรับเพิ่มขึ้น 11.44 จุด หรือ 0.71% อยู่ที่ 1,621.20 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,875.80 ล้านบาท
 

หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้บวก 11.44 จุด รีบาวด์ตามตลาดโลก รับ Bond Yield ลง-บาทแข็ง

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือรีบาวด์ตามทิศทางตลาดหุ้นโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่สหรัฐฯ เข้าซื้อตราสารหนี้เพิ่มเติม เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดตราสารหนี้ที่ขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

โดยการปรับลดลงของ Bond Yield ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากช่วยเอื้อให้สินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นที่มีระดับ P/E สูงกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย มีโอกาสขยับขึ้นตามกลไกดังกล่าว

ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่ามีโอกาสช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติที่ก่อนหน้านี้ชะลอตัว ให้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้น ประเมินแนวรับสำคัญที่ 1,600 จุด และแนวต้านที่ 1,620 จุด โดยกลยุทธ์ในช่วงตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมากกว่าการลงทุนในภาพรวมของตลาด

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังของสหรัฐฯ ขณะที่นโยบายการเงินยังมีแนวโน้มค่อนข้างเข้มงวดหรือ Hawkish ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนและทำให้เม็ดเงินลงทุนกระจายไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามการประชุม Jackson Hole ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งโดยปกติถือเป็นช่วงที่ตลาดให้ความสำคัญกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง

นอกจากนี้ นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงจาก Yen Carry Trade หลังดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับสถานะลงทุนและเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินโลก

สำหรับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้ามีความน่าสนใจจากประโยชน์ของเงินบาทแข็งค่า โดยแนะนำ GULF และ GPSC ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลมีปัจจัยหนุนในระยะยาวจากแนวโน้มโครงสร้างประชากรสูงวัย รวมถึงความคืบหน้าด้านการรักษาโรคมะเร็งและวัคซีนรูปแบบใหม่ของ Moderna (โมเดอร์นา) ที่ผ่านเข้าสู่การทดสอบเฟส 3 

โดยหุ้นโรงพยาบาลที่เน้นรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่แนะนำ ได้แก่ BH, BDMS และ PR9 ซึ่งมองว่าจะได้รับประโยชน์จากความต้องการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย และการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ส่วนผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดหุ้นหรือเน้นเก็งกำไรในสินทรัพย์ทางเลือก สามารถพิจารณาทองคำและคริปโทเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ การปรับตัวลดลงของ Real Yield และการโยกย้ายเงินลงทุนบางส่วนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินและการคลังสหรัฐฯ