วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

TTB ร่วง 4.14% หลัง ING ขายบิ๊กล็อต 6.9 พันล้านหุ้น โบรกชี้พื้นฐานไม่เปลี่ยน

TTB ร่วง 4.14% แตะ 2.78 บาท หลัง ING ขายบิ๊กล็อต 6.9 พันล้านหุ้น มูลค่าราว 1.8 หมื่นล้านบาท กดดัน Sentiment ระยะสั้น ขณะที่โบรกชี้พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน พร้อมมองหากราคาย่อตัวใกล้ 2.64 บาท มีโอกาสลุ้น Trading จาก Dividend Yield เกือบ 6%

KEY POINTS

  • หุ้น TTB ปรับตัวลดลง 4.14% มาอยู่ที่ 2.78 บาท หลัง ING Bank N.V. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขายหุ้นบิ๊กล็อตจำนวน 6.9 พันล้านหุ้น
  • การขายหุ้นดังกล่าวทำในราคา 2.64 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นส่วนลด 6.9-9.0% จากราคาปิดก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท
  • บล.เอเซียพลัส ระบุว่าแม้การขายหุ้นจะสร้างแรงกดดันระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานของ TTB ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากธุรกรรมดังกล่าว
  • บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล ชี้ว่า Valuation ของ TTB ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคาร และคาดว่าความสามารถในการทำกำไร (ROE) อาจชะลอตัวลงในปี 2570 หลังสิทธิประโยชน์ทางภาษีหมดไป
  • นักวิเคราะห์มองว่าหากราคาหุ้นย่อตัวลงมาใกล้ระดับราคาบิ๊กล็อตที่ 2.64 บาท จะเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเข้าซื้อขาย (Trading) เนื่องจากจะให้อัตราเงินปันผลตอบแทนเกือบ 6%

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 19 ส.ค.2569 หุ้น TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ร่วง 4.14% ลดลง 0.12 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.78 บาท

TTB ร่วง 4.14% หลัง ING ขายบิ๊กล็อต 6.9 พันล้านหุ้น โบรกชี้พื้นฐานไม่เปลี่ยน

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงกรณี ING Bank N.V. (ING) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ขายหุ้นออกมาในจำนวนมากว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามนอกเหนือจากแรงขายระยะสั้น คือระดับ Valuation ของ TTB ที่ปัจจุบันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มธนาคาร

โดย TTB ซื้อขายอยู่ที่ระดับ Price to Book Value (P/BV) ประมาณ 1.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่อยู่ราว 0.9 เท่า สะท้อนว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่แนวโน้มความสามารถในการทำกำไรในระยะข้างหน้าอาจชะลอตัวลง

ทั้งนี้ คาดว่าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของ TTB จะลดลงจาก 9.3% ในปี 2569 เหลือ 7.7% ในปี 2570 โดยปัจจัยกดดันสำคัญมาจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยช่วยหนุนผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อสิทธิประโยชน์ดังกล่าวทยอยหมดลง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรและ ROE ของธนาคาร

กรรณ์มองว่า การขายหุ้น TTB ในล็อตใหญ่ของ ING อาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นธนาคารในระยะสั้น และอาจทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อ Valuation ของหุ้นกลุ่มแบงก์ โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมามากก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันอาจเกิดการสลับกลุ่มลงทุน (Switching) ไปยังหุ้นธนาคารที่มี Valuation ถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลงต่อเนื่อง 2-3 วัน อาจเริ่มเห็นแรงซื้อกลับในลักษณะ Value Play เนื่องจากหุ้นธนาคารยังมีจุดเด่นด้านฐานะการเงิน กระแสเงินสด และการจ่ายเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ จึงยังมีโอกาสกลับมาเป็นทางเลือกของนักลงทุนเมื่อ Valuation ปรับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมมากขึ้น

สำหรับ TTB ยังคงคำแนะนำ “ถือ” (Hold) โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 2.54 บาทต่อหุ้น พร้อมจับตาผลกระทบจากการขายหุ้นของ ING และแนวโน้ม ROE หลังสิทธิประโยชน์ทางภาษีหมดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในระยะถัดไป

ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า Bloomberg รายงานว่า ING Bank N.V. อยู่ระหว่างทำรายการ Overnight Big Lot หุ้นธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่กรอบราคา 2.64-2.70 บาทต่อหุ้น คิดเป็นส่วนลดราว 6.9-9.0% จากราคาปิดก่อนหน้า โดยธุรกรรมดำเนินการผ่าน BofA และ JPMorgan ก่อนที่ Bloomberg จะรายงานในเวลา 07.09 น.ของวันนี้ (19 ส.ค.2569) ว่า ING ขายหุ้น TTB ที่ราคา 2.64 บาท จำนวน 6.9 พันล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.8 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันก่อนทำรายการ Big Lot ING ถือหุ้น TTB อยู่ราว 1.7 หมื่นล้านหุ้น หลังหักหุ้นที่ขายให้ TTB ผ่านโครงการซื้อหุ้นคืน ล่าสุด โดยภายหลังธุรกรรมครั้งนี้ หุ้น TTB ส่วนที่เหลือของ ING จะติด Lock-up เป็นเวลา 90 วัน โดยฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสมองว่า ราคาหุ้น TTB มีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้าน Sentiment ในระยะสั้น จากการปรับพอร์ตของ ING ผ่านการขายหุ้นในราคาต่ำกว่ากระดาน อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยพื้นฐานของ TTB ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากธุรกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ ราคา Big Lot ที่ 2.64 บาท อยู่บริเวณกรอบล่างของราคา Bookbuild ขณะที่ความต้องการซื้อหุ้นมีมากกว่าตัวเลขที่ Bloomberg รายงานในช่วงเย็น ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6.2-6.3 พันล้านหุ้น สะท้อนให้เห็นว่า หากราคาหุ้นอยู่ในระดับที่จูงใจ ยังมีความต้องการซื้อรองรับ โดยราคา Big Lot ดังกล่าวยังใกล้เคียงกับประมาณการมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) ของ TTB ณ สิ้นปี 2569 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 2.64 บาท

ในด้านปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิจัยมองว่า การคุมเข้มนโยบายสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับ Coverage Ratio ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157% ณ สิ้นปี 2568 จาก 152% ณ สิ้นปี 2567 จะช่วยให้ TTB มีช่องในการบริหารจัดการ Credit Cost ในปีหน้าได้มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบจาก Tax Shield ที่จะหมดลงในปีนี้ได้บางส่วน

ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐาน TTB ด้วยวิธี GGM โดยให้ PBV ที่ 1.2 เท่า ได้มูลค่าเหมาะสมที่ 3.20 บาทต่อหุ้น หรือเทียบเท่า PER ประมาณ 13 เท่า ขณะที่กลยุทธ์การลงทุน หากราคาหุ้นย่อตัวลงมาใกล้ระดับ Big Lot ที่ 2.64 บาท จะทำให้ Dividend Yield อยู่ในระดับเกือบ 6% ต่อปี จึงมองเป็นจังหวะเปิดโอกาสสำหรับการ Trading ในช่วงก่อนการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารที่มีธุรกิจเช่าซื้อ ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสให้คำแนะนำ “ซื้อ” เพียง KKP โดยให้มูลค่าพื้นฐานที่ 129 บาท เนื่องจากมองแนวโน้มกำไรปี 2569 เติบโตโดดเด่นกว่าธนาคารที่มีธุรกิจเช่าซื้อรายอื่น ขณะที่คาดการณ์ Dividend Yield อยู่ในระดับเกือบ 6% เช่นกัน