จับตา “มหากาพย์” ดีลซื้อคืนทรัพย์สิน “โรงแรมรอยัล ออคิด” มูลค่า 4.87 พันล้าน หลังพ้นเดดไลน์ 30 วัน ด้าน ‘บลจ.วรรณ’ งดให้ข่าวเซฟผู้ถือหน่วย หวั่นทำ “ตลาดตื่นตระหนก” ยันเร่งรักษาประโยชน์ผู้ถือหน่วย “อาร์โอเอช” ลั่นพร้อมซื้อคืน “รอยัล ออคิด” หลังมี “พันธมิตรทางการเงิน” หนุน ด้านทายาทเจ้าสัวเจริญ ศึกษา “รอยัล ออคิด เชอราตัน”
KEY POINTS
- บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ROH) ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากพันธมิตรรายใหม่ เพื่อใช้สิทธิซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
- ROH ได้แจ้งยืนยันความประสงค์ที่จะซื้อคืนโรงแรมในราคา 4,873 ล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้กองทรัสต์ GROREIT นำทรัพย์สินออกเปิดประมูล
- การสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวยังคงมีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) และการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง
หลังครบกำหนดเส้นตาย 30 วัน เมื่อ 16 ส.ค. 2569 “มหากาพย์ดีลซื้อคืนทรัพย์สิน” มูลค่า 4,873 ล้านบาท ตามเงื่อนไขกองทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ (GROREIT) ที่มีข้อตกลงซื้อคืน (GROREIT) ที่ครบกำหนดซื้อคืนครั้งแรกไปแล้วเมื่อ 14 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา แต่บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) หรือ ROH เจ้าของเดิม “โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน” ไม่เป็นไปตามนัด และไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ และมีการขยายเวลา 30 วัน จากกำหนดเดิม 14 ก.ค. 2569
ผู้บริหารยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
นายอลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ของ GROREIT หลังจากที่ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ROH) มีกำหนดชำระหนี้ในการซื้อคืนโรงแรมวันสุดท้ายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 ขณะนี้ผู้บริหารและทีมงานไม่มีนโยบายไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อสื่อมวลชน เนื่องจากต้องการใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ถือหน่วยลงทุน
กรณีของ GROREIT ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ใช่กรณีปกติ จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะให้ข้อมูลหรือเปิดเผยความคืบหน้าใด ๆ ต่อสาธารณะ ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ หากมีการเปิดเผยข้อมูลในช่วงที่รายละเอียดบางส่วนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเกิดความกังวล หรือตีความข้อมูลแตกต่างกัน จนนำไปสู่ความตื่นตระหนก หรือ Panic ในตลาดได้ ดังนั้นผู้บริหารจึงเลือกที่จะรอความชัดเจนในประเด็นสำคัญก่อน
แม้ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ บลจ.วรรณ ยืนยันว่าไม่ได้ละเลยสถานการณ์ และอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเต็มที่และด้วยความระมัดระวัง
สำหรับผู้ถือหน่วยที่มีการสอบถามเข้ามากองทุนได้ชี้แจงข้อมูลเท่าที่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ โดยผู้บริหารประเมินผู้ถือหน่วยยังคงมีความมั่นใจ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทรัสต์ถือครองอยู่ยังมีมูลค่าที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
“เอ็มเอฟซี” ให้ทรัสต์ GROREIT เป็นผู้ตัดสินใจ
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะทรัสตี เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การดำเนินการหลังจากนี้ของทรัสต์ GROREIT ทาง บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์ จะเป็นผู้ตัดสินใจ
นายวิทวัส วิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ชี้แจงความคืบหน้าตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขอให้บริษัทชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับการซื้อคืนทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ (โรงแรม) จากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงการซื้อคืน (GROREIT) ตลอดจนสถานะการดำเนินธุรกิจและแผนการแก้ไขคุณสมบัติด้านการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้นบริษัทชี้แจงดังนี้
1.ชี้แจงลักษณะประกอบธุรกิจของบริษัทในปัจจุบัน และภายหลังการครบกำหนดสัญญาเช่า (14 ก.ค. 2569) รวมถึงการมีรายได้ สภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างไร
โดยบริษัทแจ้งภายหลังวันที่ 14 ก.ค. 2569 โรงแรมยังคงเปิดให้บริการแก่ลูกค้าตามปกติ และดำเนินงานของโรงแรมมิได้หยุดชะงัก
โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ในระหว่างการใช้สิทธิซื้อคืนทรัพย์สิน บริษัทดําเนินธุรกิจโดยทีมงานและผู้บริหาร ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัททั้งหมด ตามเงื่อนไขการบริหารโรงแรม โดยประกอบกิจการภายใต้ชื่อ โรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน (Royal Orchid Sheraton) ซึ่ง “เชอรา
ตัน” (Sheraton) เป็นแบรนด์โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ให้บริการทั่วโลก อยู่ในเครือและบริหารงานโดย Marriott International
โดยบริษัทยังคงบริหารธุรกิจโรงแรมและมีรายได้จากการดำเนินงานของโรงแรมตามปกติ จากประมาณการกระแสเงินสด ล่าสุดบริษัทยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติ และมีความสามารถในการจัดหาเงินเพื่อซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรม
ROH ได้พันธมิตรใหม่ พร้อมซื้อคืน “รอยัล ออคิด”
2.ความคืบหน้าการดำเนินการซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรม รวมทั้งกรอบระยะเวลาที่คาดว่าจะได้ข้อสรุป
เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 บริษัทส่งหนังสือถึง บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะทรัสตี GROREIT และบลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ เพื่อแจ้งยืนยันความประสงค์ว่า บริษัทมีความสามารถใช้สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรมในราคาซื้อคืนจำนวน 4,873 ล้านบาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนทางการเงินจากพันธมิตรทางการเงินรายหนึ่งของบริษัท
อย่างไรก็ดี การได้รับความสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับผลความพึงพอใจในการตรวจสอบสถานะกิจการ การได้รับอนุมัติที่เกี่ยวข้อง และการเข้าทำสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยบริษัทได้ขอให้ GROREIT ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การซื้อขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโรงแรมแล้วเสร็จ
หากมีความคืบหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรม ซึ่งรวมถึงกรอบระยะเวลาของการซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรม บริษัทจะแจ้งความคืบหน้าให้ผู้ถือหุ้น นักลงทุนและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบต่อไป
3.สถานการณ์ประกอบธุรกิจในปัจจุบัน และสถานการณ์ซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรมกลับคืนส่งผลกระทบต่อแผนการแก้ไขกระจายการถือหุ้นรายย่อยหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันโรงแรมยังเปิดบริการและดำเนินธุรกิจตามปกติภายใต้ใบอนุญาตและการบริหารงานของบริษัท
โดยบริษัทแจ้งการเจรจาเกี่ยวกับการซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรมไม่ได้ส่งผลให้การให้บริการของโรงแรมหยุดชะงัก และบริษัทจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้การประกอบธุรกิจโรงแรมมีความต่อเนื่อง
“ทายาทเจ้าสัวเจริญ” ศึกษา “รอยัล ออคิด เชอราตัน”
ก่อนหน้านี้ นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ตอบคำถามในงานแถลงข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 วันที่ 14 ส.ค. ว่า “AWC สนใจประมูลซื้อโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน หรือไม่ กรณีเจ้าของเดิมซื้อคืนทรัพย์สินไม่ได้” นางวัลลภาตอบสั้นๆ บนเวทีว่า “อยู่ระหว่างศึกษา ถ้ามีโอกาสอะไรจะมาอัปเดตอีกที”
ก่อนหน้านี้ AWC ถูกจับตามองเป็นกลุ่มทุนมาแรงที่จะเข้าประมูลซื้อโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เนื่องจากโมเดลการลงทุนโรงแรมของ AWC นอกเหนือจากพัฒนาโรงแรมใหม่แล้ว ยังเน้นซื้อกิจการโรงแรมในทำเลยุทธศาสตร์
พร้อมรีโนเวตพลิกโฉมใหญ่ สวมแบรนด์ใหม่ของพันธมิตรเชนโรงแรมนานาชาติ ซึ่งยกระดับราคาห้องพักได้สูงขึ้น สร้างรายได้และผลตอบแทนได้เร็วภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ
AWC เดินหน้า 11 โครงการริมเจ้าพระยา
ล่าสุด AWC ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยา เตรียมพัฒนาโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีแห่งใหม่ ภายใต้แบรนด์ พลาซ่า แอทธินี สูง 18 ชั้น จำนวน 146 ห้อง พื้นที่อาคารรวมกว่า 20,000 ตารางเมตร มูลค่าลงทุนรวม 2,900 ล้านบาท กำหนดเปิดบริการปี 2571 โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ริมเจ้าพระยาซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “River Garden”
เป็นการต่อยอดแนวคิด “AWC Riverside Journey” เชื่อมโยงจุดหมายท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมี 11 โครงการ ได้แก่
1.เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชัน
2.จูราสสิค เวิลด์ เอ็กซ์พีเรียนส์ แบงค็อก
3.Avatar: Guardians of Eywa ในอาคารบลูโดม เอเชียทีค
4.เคเบิลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
5.MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก บนที่ดินฝั่งเจริญนคร
6.โรงแรม เดอะ โฮเทล พลาซ่า แอทธินี แบงค็อก มูลค่าลงทุน 2,900 ล้านบาท
7.พลิกโฉมตึกเก่า อีสต์ เอเชียติก (EAC) อายุกว่าร้อยปี ให้เป็นพื้นที่ Co-Living รับรองการเดินทางท่องเที่ยวเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา
8.โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ มูลค่าลงทุน 5,000 ล้านบาท กระจายที่ตั้งสองฝั่งเจ้าพระยาบนที่ดิน 3 แปลง โดยแปลงใหญ่คือ เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น ซึ่งเช่าที่ดินจากบริษัท หวั่งหลี จำกัด
9.เดอะ ทรงวาด สเคป 10.เดอะ ทรงวาด เลนส์
11.เวิ้งนครเกษม โครงการมิกซ์ยูสมูลค่าลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท





