หุ้นไทยเช้า 14 ส.ค. 2569 เปิดบวก 4.88 จุด โบรกมองระยะสั้นยังขึ้นจำกัด แม้ปัจจัยพื้นฐานและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง จับตาเงินทุนไหลออกกว่า 1 หมื่นล้านบาท กดดันตลาดแกว่งตัวในกรอบ 1,600-1,620 จุด
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าบวก 4.88 จุด แต่โบรกเกอร์มองว่าการปรับตัวขึ้นในระยะสั้นยังคงมีจำกัด
- ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกในต่างประเทศและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่
- ปัจจัยกดดันหลักคือกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสะสมแล้วกว่า 10,000 ล้านบาทในเดือนนี้ เนื่องจากเงินทุนย้ายไปสู่หุ้นกลุ่ม Growth ในตลาดสหรัฐฯ
- โบรกเกอร์ประเมินว่าดัชนีจะยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideways) และแนะนำกลยุทธ์เลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy)
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า วันที่ 14 ส.ค. 2569 เปิดตลาดบวก 4.88 จุด หรือ 0.30% อยู่ที่ 1,619.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4,769.48 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อย่างจำกัด แม้ระยะยาวยังมีแนวโน้มที่ดี โดยตลาดยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างประเทศและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่ยังถูกกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญมาจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ออกมาที่ 4.7% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4.9% ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน หรืออาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งช่วยลดความกังวลต่อความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย
ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยกำไรของบริษัทสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดถึง 53% ส่วนบริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไรดีกว่าคาดประมาณ 12% และมีโอกาสที่กำไรบริษัทไทยในไตรมาส 2/2569 จะทำระดับสูงสุดใหม่ โดยอาจพุ่งขึ้นเกิน 360,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือกระแสเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังโยกเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Growth ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งได้รับความสนใจมากกว่า ส่งผลให้ในเดือนนี้ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายเกือบทุกวัน โดยมีเงินทุนไหลออกสะสมมากกว่า 10,000 ล้านบาท ทำให้ดัชนีหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวซึมตัวและอยู่ในกรอบแคบ
สำหรับกรอบการลงทุนระยะสั้น ประเมินดัชนี SET ยังแกว่งตัวแบบ Sideways โดยมีแนวต้านที่ 1,620 จุด และแนวรับที่ 1,600 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Selective Buy เนื่องจากกระแสการลงทุนในหุ้น Growth ยังบดบังความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย โดยเน้นการเลือกลงทุนเป็นรายตัวใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ้นที่มีผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด ซึ่งมักได้รับแรงซื้อหลังประกาศงบ
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดหรือ Bottom Out แล้ว โดยผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกได้แก่ BDMS และ THAI
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอาจยังขาดปัจจัยผลักดันให้ปรับตัวขึ้นแรง แต่หากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้ตามคาด และแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศลดลง ตลาดหุ้นไทยในระยะยาวยังมีโอกาสฟื้นตัวได้





