หุ้นไทยปิดบวก 1.74 จุด โบรกเกอร์ชี้ตลาดเริ่มตึงตัว แนะลงทุนแบบ Selective Buy เน้นหุ้นพื้นฐานแกร่ง จับตาผลประกอบการ และ Guidance ครึ่งปีหลัง ชู KCE เด่น พร้อมมอง THAI-BDMS-PTTGC ยังน่าสนใจ
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 1.74 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,614.36 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขาย 77,863.95 ล้านบาท
- นักวิเคราะห์จาก บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล ชี้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นไทยเริ่มตึงตัว โดยที่ระดับดัชนี 1,650 จุด เทียบเท่า P/E ประมาณ 16 เท่า
- แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ "Selective Buy" หรือให้เลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตในครึ่งปีหลัง
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 และมุมมองของผู้บริหารเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี
- หุ้นที่น่าสนใจที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ THAI ที่คาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัว และหุ้นที่ราคายัง Laggard อย่าง BDMS และ PTTGC
"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (13 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,614.36 จุด บวก 1.74 จุด หรือ 0.11% โดยดัชนีหุ้นไทยทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,623.63 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,611.15 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวม 77,863.95 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
DELTA ราคาปิด 268.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย 6,719.79 ล้านบาท
KTB ราคาปิด 44.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.12% มูลค่าซื้อขาย 5,831.47 ล้านบาท
KBANK ราคาปิด 249.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 3,870.89 ล้านบาท
TRUE ราคาปิด 13.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.75% มูลค่าซื้อขาย 3,622.15 ล้านบาท
PTTEP ราคาปิด 150.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.99% มูลค่าซื้อขาย 3,103.84 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ให้น้ำหนักกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และการประชุมนักวิเคราะห์ เพื่อประเมินทิศทางผลการดำเนินงานในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ตลาดได้ซึมซับปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และตัวเลขเงินเฟ้อไปพอสมควรแล้ว ทำให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงสุดสัปดาห์นี้จะอยู่ที่ผลประกอบการ และมุมมองของผู้บริหารเป็นหลัก โดยเฉพาะ Guidance ที่จะสะท้อนแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี
สำหรับกลุ่มที่โดดเด่นในรอบนี้ ได้แก่ หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี KCE เป็นตัวชูโรง หลังผลการประชุมนักวิเคราะห์ออกมาในเชิงบวก โดยผู้บริหารคาดว่าปริมาณขายธุรกิจแผ่นวงจรพิมพ์จะเติบโตประมาณ 8-9% ขณะที่ราคาขายมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก 8-9% สะท้อนการเติบโตทั้งด้านปริมาณ และราคา
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มองว่าราคาหุ้น KCE ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว สามารถพิจารณาหุ้นในกลุ่มเดียวกันที่ยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่า หรือ Laggard เช่น HANA และ CCET
ด้านกลยุทธ์การลงทุน กรรณ์มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มมี Valuation ที่ตึงตัว โดยระดับ 1,650 จุด เทียบเท่า P/E ประมาณ 16 เท่า ภายใต้สมมติฐาน EPS ที่ 100-106 บาท จึงแนะนำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมด "Selective Buy" หรือเลือกลงทุนเป็นรายตัวมากขึ้น โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ THAI ซึ่งถูกมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีโอกาสเป็นจุดต่ำสุดก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่หุ้นที่ราคายัง Laggard ได้แก่ BDMS ในกลุ่มโรงพยาบาล และ PTTGC ในกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งเริ่มมีแรงซื้อสลับเข้ามา
ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม นักลงทุนควรจับตาการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาพรวมตลาดยังเคลื่อนไหวแบบ Mixed โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคาร และพลังงาน เช่น PTTEP ขณะที่ DELTA ยังมีความผันผวนสูง หลังราคาปรับตัวขึ้นแรง และเผชิญแรงขายทำกำไร
ดังนั้น สัญญาณจากบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ว่าหุ้นตัวใดมีโอกาสเดินหน้าต่อได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ Valuation เริ่มตึงตัว และนักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกหุ้นมากขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





