วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดบวก 1.74 จุด โบรกเกอร์ชี้ Valuation เริ่มตึง แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัว จับตาแนวโน้มครึ่งปีหลัง

หุ้นไทยปิดบวก 1.74 จุด โบรกเกอร์ชี้ตลาดเริ่มตึงตัว แนะลงทุนแบบ Selective Buy เน้นหุ้นพื้นฐานแกร่ง จับตาผลประกอบการ และ Guidance ครึ่งปีหลัง ชู KCE เด่น พร้อมมอง THAI-BDMS-PTTGC ยังน่าสนใจ

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 1.74 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,614.36 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขาย 77,863.95 ล้านบาท
  • นักวิเคราะห์จาก บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล ชี้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นไทยเริ่มตึงตัว โดยที่ระดับดัชนี 1,650 จุด เทียบเท่า P/E ประมาณ 16 เท่า
  • แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ "Selective Buy" หรือให้เลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตในครึ่งปีหลัง
  • ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 และมุมมองของผู้บริหารเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี
  • หุ้นที่น่าสนใจที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ THAI ที่คาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัว และหุ้นที่ราคายัง Laggard อย่าง BDMS และ PTTGC

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (13 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,614.36 จุด บวก 1.74 จุด หรือ 0.11% โดยดัชนีหุ้นไทยทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,623.63 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,611.15 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวม 77,863.95 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

DELTA  ราคาปิด 268.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย 6,719.79 ล้านบาท

KTB      ราคาปิด 44.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.12% มูลค่าซื้อขาย 5,831.47 ล้านบาท

KBANK ราคาปิด 249.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 3,870.89 ล้านบาท

TRUE    ราคาปิด 13.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.75% มูลค่าซื้อขาย 3,622.15 ล้านบาท

PTTEP  ราคาปิด 150.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.99% มูลค่าซื้อขาย 3,103.84 ล้านบาท

 

หุ้นไทยปิดบวก 1.74 จุด โบรกเกอร์ชี้ Valuation เริ่มตึง แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัว จับตาแนวโน้มครึ่งปีหลัง

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ให้น้ำหนักกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และการประชุมนักวิเคราะห์ เพื่อประเมินทิศทางผลการดำเนินงานในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ตลาดได้ซึมซับปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และตัวเลขเงินเฟ้อไปพอสมควรแล้ว ทำให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงสุดสัปดาห์นี้จะอยู่ที่ผลประกอบการ และมุมมองของผู้บริหารเป็นหลัก โดยเฉพาะ Guidance ที่จะสะท้อนแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

สำหรับกลุ่มที่โดดเด่นในรอบนี้ ได้แก่ หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี KCE เป็นตัวชูโรง หลังผลการประชุมนักวิเคราะห์ออกมาในเชิงบวก โดยผู้บริหารคาดว่าปริมาณขายธุรกิจแผ่นวงจรพิมพ์จะเติบโตประมาณ 8-9% ขณะที่ราคาขายมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก 8-9% สะท้อนการเติบโตทั้งด้านปริมาณ และราคา

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มองว่าราคาหุ้น KCE ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว สามารถพิจารณาหุ้นในกลุ่มเดียวกันที่ยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่า หรือ Laggard เช่น HANA และ CCET

ด้านกลยุทธ์การลงทุน กรรณ์มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มมี Valuation ที่ตึงตัว โดยระดับ 1,650 จุด เทียบเท่า P/E ประมาณ 16 เท่า ภายใต้สมมติฐาน EPS ที่ 100-106 บาท จึงแนะนำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมด "Selective Buy" หรือเลือกลงทุนเป็นรายตัวมากขึ้น โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ THAI ซึ่งถูกมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีโอกาสเป็นจุดต่ำสุดก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่หุ้นที่ราคายัง Laggard ได้แก่ BDMS ในกลุ่มโรงพยาบาล และ PTTGC ในกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งเริ่มมีแรงซื้อสลับเข้ามา

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม นักลงทุนควรจับตาการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาพรวมตลาดยังเคลื่อนไหวแบบ Mixed โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคาร และพลังงาน เช่น PTTEP ขณะที่ DELTA ยังมีความผันผวนสูง หลังราคาปรับตัวขึ้นแรง และเผชิญแรงขายทำกำไร

ดังนั้น สัญญาณจากบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ว่าหุ้นตัวใดมีโอกาสเดินหน้าต่อได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ Valuation เริ่มตึงตัว และนักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกหุ้นมากขึ้น

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์