จิตตะ เวลธ์ ชี้ อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป (ในกลุ่มเทคโนโลยี กลาโหม พลังงาน) เป็นสินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในยุคเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว แนะนำกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยแบ่งสัดส่วน 70-80% ลงทุนในสินทรัพย์หลักเพื่อสร้างเสถียรภาพ และ 20-30% ในสินทรัพย์รองเพื่อสร้างการเติบโตสูงจากเมกะเทรนด์และตลาดหุ้นอินเดีย
KEY POINTS
- จิตตะ เวลธ์ ชี้ อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป (ในกลุ่มเทคโนโลยี กลาโหม พลังงาน) เป็นสินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในยุคเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว
- แนะนำกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยแบ่งสัดส่วน 70-80% ลงทุนในสินทรัพย์หลักเพื่อสร้างเสถียรภาพ และ 20-30% ในสินทรัพย์รองเพื่อสร้างการเติบโตสูงจากเมกะเทรนด์และตลาดหุ้นอินเดีย
- เน้นย้ำให้นักลงทุนเลิกพยายามจับจังหวะตลาด แต่ให้ความ
เมื่อระเบียบการค้าโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง การกลับมาใช้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ในรอบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแบบเดิม ๆ
หากแต่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งให้เกิดภาวะ “เศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว” อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้เงาของนโยบายสหรัฐฯ ที่บีบให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องปรับตัว การย้ายฐานการผลิตในวิถี China+1 และ Friend-shoring กำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ส่งผลต่อทิศทางเงินลงทุนระยะยาว
ในมุมมองของ “ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด มองว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษี มาตรา 301 เมื่อผนวกกับราคาน้ำมันโลกที่ยังทรงตัวสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
จากผลกระทบของสงครามอิหร่านกับสหรัฐฯ และปัญหาคอขวดของชิป AI ได้กลายเป็นต้นทุนเร่งเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้พุ่งสูงจนตัวเลข PCE ทะยานเหนือระดับ 3% สวนทางเป้าหมายที่ 2%
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุดจึงมีมติ 9 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.5-3.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5
โดย Kevin Warsh ประธาน Fed ส่งสัญญาณชัดเจนว่า พร้อมใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ” หาก “เงินเฟ้อยังทรงตัวสูง” ตลาดการเงินจึงเริ่ม price-in โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% อีก 2 ครั้งในครึ่งปีหลัง
และสะท้อนภาพออกผ่านตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เกิดปรากฏการณ์ Twist Steepening จน Bond Yield อายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.20% สูงสุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2008
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปต่างกอดคอปรับฐานจากความกังวลเรื่องต้นทุนและมูลค่าการลงทุนด้าน AI ที่เริ่มถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า
ท่ามกลาง “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่ผันผวนอย่างหนัก “ตลาดเอเชีย” กลับปรากฏภาพความแตกต่างชัดเจน “ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง” เริ่มฟื้นตัวจากแรงพยุงของภาครัฐ แม้เศรษฐกิจภาพรวมยังถูกกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ขยับขึ้นเล็กน้อยรับอานิสงส์กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทย” ปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นที่สุดในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม “ตราวุทธิ์” ถือว่า ในเกมการค้าโลกยุคใหม่นี้ ประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานผลิตระยะยาวคือ “อินเดีย” ซึ่งกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI)
รวมถึง“ญี่ปุ่นและยุโรป”ในกลุ่มเทคโนโลยี กลาโหม และพลังงาน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกเดิมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง หรือมีฐานการผลิตกระจุกตัวเพียงแห่งเดียว จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่การจัดระเบียบใหม่ การถอนเงินออกไปถือเงินสดเพื่อรอสถานการณ์อาจทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสเติบโตระยะยาวอย่างน่าเสียดาย
“ตราวุทธิ์” แนะนำให้ นักลงทุนเลิกพยายามจับจังหวะตลาด แต่หันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงผ่านกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในยามนี
เน้นการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ควบคู่กับการคว้ารับโอกาสเติบโตในพอร์ตรอง (Satellite Portfolio) ควรจะกำหนดให้ Core Portfolio สัดส่วน 70-80% กระจายการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ทั้งตราสารหนี้และหุ้นโลกในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงจีน เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระแสเงินสด
จากนั้นจึงเติมเต็มด้วย Satellite Portfolio หรือสัดส่วน 20-30% เพื่อคว้ารับโอกาสเติบโตสูงจากธีมเมกะเทรนด์ยุคใหม่ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน AI, เซมิคอนดักเตอร์, Data Center, Cybersecurity รวมถึงประเทศที่ได้ประโยชน์จากการย้ายฐานผลิตเช่น ตลาดหุ้นอินเดียที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการแบ่งขั้วเศรษฐกิจ
พร้อมกับยึด 5 หลักคิดการลงทุนของ Warren Buffett ที่เน้นสร้างวินัยในการ DCA รวมถึงการปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) อย่างสม่ำเสมอ ผ่านระบบ AI เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและลดผลกระทบจากการจับจังหวะตลาดที่ผิดพลาด เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถก้าวผ่านความผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในทุกสภาวะตลาด
กลยุทธ์การโต้คลื่นความผันผวนในยามนี้ “ตราวุทธิ์” ยังสามารถถอดรหัสได้จาก 5 หลักคิดการลงทุนของ Warren Buffett ที่เน้นย้ำ ให้มองหุ้นเป็น “ธุรกิจ” ไม่ใช่แค่ตัวเลขผันผวนบนหน้าจอ เพราะมูลค่าที่แท้จริงของกิจการไม่ได้เปลี่ยนไปตามอารมณ์ชั่วคราวของตลาด
นักลงทุนต้องตระหนักว่า ตลาดหุ้นมีไว้ให้ “ใช้ประโยชน์” ไม่ใช่ให้ “เชื่อฟัง” ความอดทนและการปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานในระยะยาวคือข้อได้เปรียบที่ทรงพลังที่สุด
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำตัวให้ฉลาดกว่าตลาดด้วยการจับจังหวะราคา แต่คือการมี “วินัย” ในการเลือกลงทุนถือครองและปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ในโลกการลงทุน ไม่ได้เกิดจากสูตรวิเศษที่ซับซ้อน แต่เกิดจากการทำเรื่องธรรมดาที่ถูกต้องซ้ำ ๆ เป็นเวลานานพอ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและพาพอร์ตการลงทุนให้รอดพ้นพร้อมเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด





