บล.กสิกรไทย เปิดมุมมองหุ้นเครือซีพีก่อนประกาศงบไตรมาส 2/2569 ชู TRUE และ CPALL เป็นตัวเด่นจากแนวโน้มกำไรที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ CPF คาดผ่านจุดต่ำสุด และทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ส่วน CPAXT ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน และการใช้จ่าย ทำให้คงคำแนะนำเพียง "ถือ"
KEY POINTS
- บล.กสิกรไทย ชี้ TRUE เป็นหุ้นที่คาดว่าจะมีกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในไตรมาส 2/2569 โดยคาดการณ์กำไรปกติที่ 6.24 พันล้านบาท เติบโตสูงถึง 77.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)
- CPALL คาดว่าจะมีกำไร 7.5 พันล้านบาท เติบโต 10.9% YoY แต่ลดลง 17.7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
- CPF ถูกมองว่ากำไรในไตรมาส 2/2569 จะอ่อนแอ แต่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี
- CPAXT เป็นหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะอ่อนตัวที่สุด โดยคาดว่ากำไรจะลดลง 14.7% YoY เหลือ 1.95 พันล้านบาท
เข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 หุ้นกลุ่มเครือซีพีกลับมาเป็นที่จับตาของนักลงทุนอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าแต่ละบริษัทมีปัจจัยหนุน และความท้าทายแตกต่างกัน ทั้งหุ้นที่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง หุ้นที่มีโอกาสปรับมูลค่าเพิ่ม รวมถึงหุ้นที่ผลประกอบการอ่อนตัวในระยะสั้นแต่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้จังหวะการลงทุนของแต่ละตัวแตกต่างกัน
นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า หุ้น TRUE คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 ที่ 6.24 พันล้านบาท +77.4% YoY, +7.2% QoQ กำไรปกติครึ่งปีแรกของปี 2569 จะคิดเป็น 48% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2569 ของเรา และคาด DPS ไตรมาส 2/2569 ที่ 0.14 บาท
โดยมีมุมมองบวกต่อ
1) รายได้จากการให้บริการหลักที่กลับมาเติบโตช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา
2) การเติบโตของ EBITDA ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ 12% เทียบกับที่ผู้บริหารตั้งไว้ที่ 7-9%
3) ราคาเสนอขายหุ้น CPG ที่คาดไว้ที่ 14.7 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้แนะนำ “ซื้อ” หลัง ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนมูลค่าเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมตัวของตลาดส่วนใหญ่แล้ว ทำให้ในระยะสั้นหุ้นอาจขาดปัจจัยใหม่ที่มีนัยสำคัญสำหรับการปรับเพิ่มมูลค่า ปัจจัยหนุนการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นต่อไป ได้แก่
1) การลดลงของส่วนต่างมูลค่าหุ้น ระหว่าง ADVANC และ TRUE จากผลตอบแทนทางการเงินของ TRUE ที่ดีขึ้น
2) การบริหารเงินทุนเชิงรุกมากขึ้น
ขณะที่ CPF แนะ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 24.80 บาท จากเดิม 22.50 บาท เราปรับปีฐานการประเมินมูลค่าเป็นกลางปี 2570 ราคาเป้าหมายของเราคิดเป็น PER ปี 2569 ที่ 11.8 เท่า และ PER ปี 2570 ที่ 9.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าในอดีตที่ 0.3SD และ 0.75SD ตามลำดับ
ทั้งนี้ มองว่ากำไรไตรมาส 2/2569 ที่อ่อนแอได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว และตลาดจะหันมาให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งหลังของปี 2569 มากขึ้น ดังนั้น มองว่านักลงทุนสามารถทยอยสะสมหุ้นก่อนการประกาศผลประกอบการ และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหากราคาหุ้นอ่อนตัวหลังประกาศงบ ตราบใดที่แนวโน้มการฟื้นตัวในระยะกลางยังคงเป็นไปตามคาด
ส่วน CPALL คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 7.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% YoY แต่ลดลง 17.7% QoQ โดยการเติบโตเชิง YoY ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ขณะที่การลดลงเชิง QoQ สะท้อนการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) จากต้นทุนพลังงานและค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น เราคาดว่า CPAXT จะรายงานกำไรไตรมาส 2/2569 ที่ 1.95 พันล้านบาท (-14.7% YoY) ขณะที่ธุรกิจ CVS และธุรกิจที่เกี่ยวข้องน่าจะรายงานกำไรเติบโต 17% YoY แม้ว่าจะลดลง 15% QoQ ทั้งนี้ ประมาณการกำไรช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 1.68 หมื่นล้านบาท (+16.9% YoY) คิดเป็น 54% ของประมาณการทั้งปีของ
โดยผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง คาดว่ายอดขายไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 2.54 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% YoY แต่ลดลง 1.9% QoQ นำโดยยอดขายของธุรกิจ CVS ที่ 1.22 แสนล้านบาท +4.1% YoY และ +0.5% QoQ) พร้อมอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ 0.6% โดย SSSG ของธุรกิจ CVS อยู่ที่ราว 1% ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ก่อนชะลอลงมาอยู่ในระดับทรงตัวในเดือนมิ.ย. เนื่องจากโครงการ “ไทยช่วยไทย” ทำให้มีการเปลี่ยนการใช้จ่ายของผู้บริโภค
นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของธุรกิจ CVS คาดว่าจะอยู่ที่ 29.3% ทรงตัว YoY แต่ลดลง 25bps QoQ ตามอัตรากำไรที่ดีขึ้นตามสัดส่วนสินค้าพร้อมรับประทาน (RTE) ที่เพิ่มถูกหักล้างด้วยต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ขณะที่เราคาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหาร (SG&A) ต่อรายได้จะอยู่ที่ 29.1% ลดลง 10bps YoY จาก operating leverage แต่เพิ่มขึ้น 90bps QoQ จากต้นทุนพลังงาน และค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายทางการตลาด แม้สามารถชดเชยได้บางส่วนจากรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ แนะ “ซื้อ” สำหรับ CPALL โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง และรูปแบบธุรกิจที่มีลักษณะเชิงป้องกัน ราคาเป้าหมายของเราที่ 57.2 บาท อิงตาม PER ปี 2569 ที่ 16.8 เท่า หรือเท่ากับ -1.5SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้น โดย ณ ปัจจุบันหุ้นซื้อขายด้วย PER ปี 2569 ที่เพียง 13.6 เท่า หรือ -1.6SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าในอดีต จึงถือว่ามีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของผลประกอบการ
และ CPAXT คาดกำไรไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 1.95 พันล้านบาท ลดลง 14.7% YoY จาก SSSG ของธุรกิจ B2C ที่อ่อนแอ และแรงกดดันด้านอัตรากำไร คิดเป็น 45.6% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569
โดยคาด SSSG ไตรมาส 2/69 อยู่ที่ -<1% สำหรับ B2B และ -2-3% สำหรับ B2C คาดยอดขายรวมที่ 1.247 แสนล้านบาท (+0.7% YoY) อัตรากำไรของธุรกิจค้าส่งลดลงเล็กน้อย ส่วนอัตรากำไรของธุรกิจค้าปลีกลดลง ค่าใช้จ่ายเพื่อการขยายธุรกิจ ทำให้ SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึ้น และคาดกำไรปี 2569 อยู่ที่ 1.04 หมื่นล้านบาท (+11.2% YoY)
อย่างไรก็ตาม แนะ “ถือ” สำหรับ CPAXT ด้วยราคาเป้าหมายที่ 16.30 บาท โดยใช้วิธีคิดลดเงินสด (DCF) ด้วยอัตราคิดลดที่ 8.0% ซึ่งเทียบเท่า PER ปี 2569 ที่ 15.4 เท่า หรือประมาณ 1.75SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าในอดีต ปัจจุบันหุ้นซื้อขายด้วย PER ปี 2569 ที่ 14.2 เท่า หรือเกือบ 2.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าในอดีต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



