นักลงทุนหวั่นข้อมูล TSD รั่วไหล เปิดช่องมิจฉาชีพใช้ AI และ Social Engineering หลอกลวงผู้ลงทุน จี้เร่งยกระดับ Cyber Security พร้อมแนะเปลี่ยนรหัสผ่านผ่านช่องทางทางการ เปิดใช้ 2FA และระวังลิงก์ปลอม แม้ระบบการถือครองหุ้นยังปลอดภัย
KEY POINTS
- นักลงทุนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีข้อมูลส่วนบุคคลจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รั่วไหล โดยหวั่นว่ามิจฉาชีพจะนำข้อมูลไปใช้ในการหลอกลวงมากกว่าการเข้าถึงบัญชีเพื่อโอนหุ้นโดยตรง
- ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการที่มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI ผสมผสานกับการโจมตีแบบ Social Engineering โดยนำข้อมูลจริงของนักลงทุนไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงเหยื่อ
- มีการเรียกร้องให้ TSD และทุกองค์กรที่จัดเก็บข้อมูลลูกค้า เร่งยกระดับมาตรการด้าน Cyber Security ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีป้องกัน, การติดตั้งระบบตรวจจับความผิดปกติ และเพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับมือภัยคุกคามยุคใหม่
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนนักลงทุนให้ระวังมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสจากข่าวข้อมูลรั่ว ส่งข้อความหรืออีเมล Phishing พร้อมลิงก์ปลอมเพื่อหลอกให้เปลี่ยนรหัสผ่านหรือกรอกข้อมูลสำคัญ
- แม้ระบบการถือครองหลักทรัพย์จะยังปลอดภัย แต่นักลงทุนถูกกระตุ้นให้สร้างความตระหนักรู้และป้องกันตนเอง เช่น เปลี่ยนรหัสผ่านผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น, เปิดใช้งาน 2FA, และตรวจสอบตัวตนผู้ติดต่อทุกครั้ง
กรณีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Thailand Securities Depository : TSD) ตรวจพบเหตุการณ์การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ยังคงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมายืนยันว่าระบบที่เกี่ยวข้องกับการถือครองและการโอนหลักทรัพย์ยังมีความปลอดภัย และยังไม่พบผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุนโดยตรง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมองว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าการสูญเสียหุ้น คือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านกระบวนการ Social Engineering ซึ่งกำลังมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการผสมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับการโจมตีทางไซเบอร์
ทิวา ชินธาดาพงศ์ (เซียนมี่) นายกสมาคมนักลงทุน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากมุมมองของนักลงทุนเหตุการณ์ข้อมูลของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รั่วไหลได้สร้างความกังวลอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่พบการเข้าถึงบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง แต่เริ่มมีรายงานว่ามิจฉาชีพนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง โดยมีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังบุคคลรอบตัวของนักลงทุนบางราย ซึ่งสะท้อนว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลสามารถถูกนำไปต่อยอดในการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ได้
ทั้งนี้ปัจจุบันภัยคุกคามไซเบอร์ได้พัฒนาไปอีกขั้น จากเดิมที่เป็นเพียงการโจมตีของแฮกเกอร์ กลายเป็นยุค "Hacker Plus AI" ที่ผู้ไม่หวังดีสามารถนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้างข้อความ จำลองบทสนทนา หรือแม้แต่สร้างเอกสารปลอมที่มีความแนบเนียน ทำให้การโจมตีทำได้รวดเร็วขึ้น ใช้ต้นทุนต่ำลง และสามารถกระจายเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนและนักลงทุนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อสูงกว่าในอดีต
โดยรูปแบบการหลอกลวงที่น่ากังวลที่สุด มาจากการนำข้อมูลจริงของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ถือหุ้น ข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ หรือข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน ไปใช้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของ TSD หรือหน่วยงานในตลาดทุน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก่อนหลอกให้ดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ เช่น อ้างว่ามีเงินปันผลตกค้าง มีสิทธิประโยชน์ที่ยังไม่ได้รับ หรือมีเอกสารที่ต้องลงนามเพื่อรับเงิน ก่อนหลอกให้กดลิงก์ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม
"เมื่อมิจฉาชีพมีข้อมูลจริงอยู่ในมือ ความน่าเชื่อถือจะเพิ่มขึ้นทันที ผู้เสียหายอาจเชื่อว่าปลายสายเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง เพราะสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนหรือข้อมูลส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง นี่คือรูปแบบของการหลอกลวงแบบ Social Engineering ที่อาศัยการสร้างความไว้วางใจของเหยื่อ มากกว่าการเจาะระบบเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนทุกคนต้องระมัดระวัง"
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหล แต่ยังเชื่อว่าระบบที่เกี่ยวข้องกับการถือครองและการโอนหลักทรัพย์ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง เนื่องจากระบบดังกล่าวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานที่มีการป้องกันหลายชั้น การจะเข้าถึงเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือโอนหุ้นออกจากบัญชี จำเป็นต้องสามารถเจาะเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ภายในที่มีระดับความปลอดภัยสูงมาก ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลในครั้งนี้ จึงมองว่าความเสี่ยงที่หุ้นจะถูกโอนออกจากบัญชีโดยตรงยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือการที่มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงผู้ลงทุน
ทั้งนี้ขอชื่นชมการดำเนินการของ TSD ที่ออกมาประกาศแจ้งเหตุการณ์และเตือนผู้ลงทุนอย่างรวดเร็ว เพราะการสื่อสารอย่างทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ลงทุนรับรู้สถานการณ์ สามารถเพิ่มความระมัดระวัง และลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะใช้ข้อมูลที่รั่วไหลไปหลอกลวงได้สำเร็จ อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสยังช่วยให้ประชาชนสามารถแยกแยะการติดต่อจากหน่วยงานจริงกับการแอบอ้างของมิจฉาชีพได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวควรเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกองค์กรเร่งยกระดับมาตรการด้าน Cyber Security โดยเฉพาะการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีป้องกันภัยไซเบอร์ การติดตั้งระบบตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ รวมถึงการเพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
โดยมองว่าไม่ใช่เฉพาะ TSD หรือหน่วยงานในตลาดทุนเท่านั้น แต่ทุกองค์กรที่จัดเก็บข้อมูลลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน บริษัทเอกชน หรือแม้แต่ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และร้านกาแฟ ต่างต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากข้อมูลลูกค้าได้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงในยุคดิจิทัล และในอนาคตเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นจากการที่อาชญากรไซเบอร์มีเครื่องมือที่ทันสมัยและมี AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตี
สำหรับแนวทางการป้องกันแนะนำให้ประชาชนและนักลงทุนบริหารความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลจริงในบริการที่ไม่จำเป็น เช่น การสมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิประโยชน์ของร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือบริการทั่วไป อาจเลือกใช้ชื่อเล่นหรือชื่อสมมติ รวมถึงใช้หมายเลขโทรศัพท์สำรองแทนเบอร์หลัก เพื่อลดผลกระทบหากข้อมูลเกิดการรั่วไหลในอนาคต นอกจากนี้ ทุกครั้งที่มีผู้ติดต่ออ้างว่าเป็นหน่วยงานภาครัฐ บริษัทหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานในตลาดทุน ผู้ลงทุนควรตรวจสอบตัวตนของผู้ติดต่ออย่างรอบคอบ ไม่รีบเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ไม่บอกรหัสผ่านหรือรหัส OTP และไม่กดลิงก์ที่ได้รับจากข้อความหรือการโทรศัพท์โดยไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มา
"เซียนมี่" กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ฝั่งมิจฉาชีพก็พัฒนาวิธีการหลอกลวงได้รวดเร็วไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อมี AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้และมีสติในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพราะแม้ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะสูญเสียหุ้นโดยตรงยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แต่ความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงผ่านการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ได้กลายเป็นภัยที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ และการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการสร้างความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ให้ประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบตลาดทุนไทยในระยะยาว
ด้าน ธนพร เจียรนัยกุลวานิช (เนย) เจ้าของเพจ Stock JourNoey เพจด้านการเงินและการลงทุน กล่าวว่า ยอมรับว่ารู้สึกกังวลต่อกรณีข้อมูลของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รั่วไหล เนื่องจากมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลข้อมูลสำคัญของนักลงทุน ซึ่งประเด็นดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวงการลงทุน แต่ได้ขยายวงกว้างไปสู่สังคมโดยรวม เห็นได้จากหลายเพจข่าวและเพจทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างหยิบยกเหตุการณ์นี้มานำเสนอและแสดงความคิดเห็น สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ถือหุ้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยในวงกว้าง
"เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค แต่ยังสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะผู้ลงทุนคาดหวังว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนจะต้องมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับสูงสุด แม้ขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานว่าข้อมูลที่รั่วไหลถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายทางการเงินโดยตรง แต่เพียงการเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็อาจทำให้ผู้ลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกรรมด้านการลงทุนเกือบทั้งหมดดำเนินการผ่านระบบดิจิทัล"
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงเทคนิค มองว่าผู้ลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เนื่องจากระบบของ TSD และระบบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในปัจจุบันมีมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น โดยเฉพาะระบบการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าสู่ระบบหรือทำธุรกรรมได้ง่าย แม้จะทราบข้อมูลบางส่วนของผู้ใช้งานก็ตาม ดังนั้น ความเสี่ยงที่บุคคลภายนอกจะสามารถเข้าถึงบัญชีลงทุนโดยตรงจึงไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายอย่างที่หลายคนกังวล แต่สิ่งสำคัญคือพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นด่านป้องกันที่มีความสำคัญไม่แพ้ระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กร
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าการรั่วไหลของข้อมูล จากการที่มิจฉาชีพจะอาศัยกระแสข่าวมาสร้างสถานการณ์หลอกลวงนักลงทุนผ่านการโจมตีแบบ Phishing โดยอาจส่งข้อความ อีเมล หรือโทรศัพท์ พร้อมแนบลิงก์ปลอมและอ้างว่าเป็นช่องทางสำหรับเปลี่ยนรหัสผ่าน อัปเดตข้อมูล หรือยืนยันตัวตน หากผู้ลงทุนหลงเชื่อกดลิงก์และกรอกชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ลงในเว็บไซต์ปลอม ข้อมูลทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพทันที จึงเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมิจฉาชีพอาจใช้เหตุการณ์ข้อมูลรั่วเป็นข้ออ้างในการหลอกให้เปลี่ยนรหัสผ่านผ่านลิงก์ปลอม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าเดิม
"แนะนำให้นักลงทุนที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของบัญชีรีบเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ แต่ต้องดำเนินการผ่านเว็บไซต์ทางการของ TSD Investor Portal หรือเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น โดยพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ผ่านเบราว์เซอร์ด้วยตนเอง หรือเข้าผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรคลิกลิงก์ที่ได้รับผ่านข้อความ อีเมล หรือจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ควรตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อน ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำกับบริการอื่น และเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบ 2FA หากระบบรองรับ เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยให้กับบัญชีลงทุน"
นางสาวธนพร ยังกล่าวว่า แม้หน่วยงานต่าง ๆ จะลงทุนด้าน Cyber Security เพิ่มขึ้นมากเพียงใด แต่หากผู้ใช้งานยังขาดความระมัดระวัง ก็ยังมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนยึดหลักพื้นฐานด้านความปลอดภัย ได้แก่ ไม่เปิดเผยรหัสผ่านหรือรหัส OTP ให้บุคคลอื่น ไม่ติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบชื่อเว็บไซต์ทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมของผู้ใช้งานยังถือเป็นด่านป้องกันที่สำคัญที่สุด หากไม่หลงเชื่อลิงก์หรือข้อความจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงได้อย่างมาก
นอกจากนี้ เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งการทบทวนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การตรวจสอบช่องโหว่ของระบบอย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มการเฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ รวมถึงการลงทุนด้านบุคลากรและเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับรูปแบบการโจมตีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แม้ข้อมูลที่รั่วไหลจะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่การเพิ่มมาตรการป้องกันให้รัดกุมกว่าเดิมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต





